การขยับตัวครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยีและตลาดแรงงานไทย กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศเปิดตัวโครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand ซึ่งถือเป็นประเทศแรกจาก 19 ประเทศทั่วโลกที่ได้เริ่มนำร่องโมเดลความร่วมมือระดับชาติ
"ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์" หัวเรือใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย (Microsoft) วิเคราะห์ภาพใหญ่ตลาดแรงงานไทยยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปี 2570 ว่าคนไทยไม่ต่ำกว่า 3 กลุ่มใหญ่ จำเป็นต้องกลับมาคิดใหม่ทำใหม่ทั้งตัวตนและกระบวนการทำงาน เพื่อรับมือและใช้ประโยชน์จากความสามารถของ AI ในวันที่โครงสร้างองค์กรยุคใหม่เปลี่ยนจากเดิมที่ต้องใช้พนักงานจำนวนมาก มาเป็นแนวคิด "1 Man Company" ที่มีบุคลากรเพียง 5 ถึง 10 คน แต่สามารถดำเนินกิจการและสร้างผลงานได้เทียบเท่าบริษัทใหญ่
การผนึกกำลังร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงแรงงาน, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และแพลตฟอร์มหางานชั้นนำอย่าง JobsDB by SEEK ของโครงการนี้ คือกระจกสะท้อนถึงโครงสร้างแรงงานไทยที่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ในวันที่ข้อมูลชี้ว่าจนถึงปี 2030 ทักษะงานหลักกว่า 70% จะถูกเปลี่ยนโฉมโดย AI ขณะที่ผู้บริหารองค์กรทั่วโลกกว่า 66% ยืนยันว่าจะพิจารณาคัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีทักษะ AI Literacy เข้าทำงานเท่านั้น
สำหรับประเทศไทย แม้อัตราการเข้าถึง AI เพื่อทำงานอย่างจริงจัง (AI Inclusion) ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 13.4% ซึ่งยังตามหลังค่าเฉลี่ยโลก (18%) และสิงคโปร์ (64%) แต่ไทยกลับมีอัตราการเติบโตในการเรียนรู้และเปิดรับ AI สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ดังนั้น การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้กำลังผลักดันให้ตลาดแรงงานไทยเข้าสู่ภาวะ "K-Shape Divide" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ แรงงานและองค์กรที่นำ AI มาปรับใช้ จะทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ที่ไม่ปรับตัวจะค่อยๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงสูง
***อิมแพคแรง AI กระทบ 3 กลุ่ม
นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวในงานเปิดตัวโครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ว่า 1 ใน 3 กลุ่มหลักของตลาดแรงงานไทยที่ต้องปรับตัวบนยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับ AI คือกลุ่มนักศึกษาจบใหม่และผู้เริ่มทำงาน จำเป็นต้องมีความสามารถด้าน AI ติดตัวมาตั้งแต่แรก โดยหากจบมาโดยไม่มีทักษะ AI ย่อมจะเกิดความเสี่ยงในการทำงานทันที เนื่องจาก AI มีความเก่งและสามารถทำงานที่ไม่ซับซ้อนแทนมนุษย์ได้แล้ว
"คำแนะนำสำคัญสำหรับคนกลุ่มนี้คือการเตรียมความพร้อมทางด้านทักษะและความสามารถในการใช้ AI ให้พร้อมก่อนออกไปทำงานจริง" ธนวัฒน์ กล่าว "กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มคนทำงานในออฟฟิศ ซึ่งจะไม่มีบทบาทงานใดที่จะเหมือนเดิม"
ธนวัฒน์เชื่อว่าทุกตำแหน่งงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย, การเงิน, HR, IT, การตลาด หรือการขาย จะต้องปรับเปลี่ยนทั้งหมด เนื่องจากองค์กรต่างๆ ไม่ได้ทำเพียงแค่การจัดกระบวนการทำงานอัตโนมัติ (Automate) แต่เป็นการคิดใหม่ทั้งหมด (Reimagine) ถึงการทำงานร่วมกับ AI Agent โดยส่วนนี้ คนทำงานต้องหยุดและตั้งคำถามกับตัวเองว่า กระบวนการทำงานเดิมๆ ที่เคยทำ ยังสามารถทำแบบเดิมได้หรือไม่
"อาจจะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า งานส่วนไหนเราควรเป็นผู้ทำ และงานส่วนไหนควรให้ AI Agent เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งหากสามารถกำหนดบทบาทและเป็นผู้นำในการนำ AI มาใช้ได้ คนนั้นก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้อย่างมหาศาล"
กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการ SME ธนวัฒน์อธิบายว่าการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพหรือผลผลิตเท่านั้น แต่จะต้องใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการที่มี ส่วนนี้ผู้ประกอบการต้องตั้งคำถามว่าจะใช้ความสามารถของ AI ในการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ และค้นหาตลาดใหม่ๆ อย่างไร ในยุค 1 Man Company ที่การขยายธุรกิจอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงานมนุษย์อีก 100 คน แต่สามารถใช้พนักงานเดิมทำงานร่วมกับการเพิ่ม AI Agent อีก 100 ตัว ซึ่งช่วยตอบโจทย์และเพิ่มผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้ถึง 2 เท่า
"เช่นกรณีศึกษาทีม Relationship Manager ของ Microsoft ที่นำ AI มาช่วยเตรียมเอกสารจนสามารถเพิ่มรายได้ต่อ Account Manager ได้ 9.4% และปิดการขายได้เร็วขึ้น 20%"
ในอีกด้าน ธนวัฒน์ระบุว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่าง Microsoft Copilot Code ได้ทำให้เกิดบทบาทใหม่ในตลาดแรงงานอย่าง Voice Coder ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคลากรฝั่งธุรกิจที่เขียนโค้ดไม่เป็น สามารถสั่งงานด้วยเสียงหรือคำสั่งภาษาธรรมชาติ เพื่อออกแบบและเนรมิตแอปพลิเคชันขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ย่อระยะเวลาการพัฒนาซอฟต์แวร์จากหลายเดือนลงอย่างสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน สายงานโปรแกรมเมอร์เดิมก็วิวัฒนาการไปสู่ AI Engineer โดยใช้ AI Agent ช่วยวิเคราะห์ความต้องการทางธุรกิจและช่วยเขียนโค้ด อย่างไรก็ตาม ธนวัฒน์เน้นย้ำว่าสำหรับระบบงานขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคที่มีผู้ใช้นับร้อยล้านคน การตรวจสอบความปลอดภัย (Security) และโครงสร้างสเกลระบบ ยังจำเป็นต้องอาศัยการรีวิวจากผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ ควบคู่ไปกับหลักการ Human-Led ที่มนุษย์ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางและควบคุม AI เสมอ
ในฝั่งภาคธุรกิจ ธนวัฒน์เชื่อว่าองค์กรระดับแนวหน้าของไทย ได้ก้าวข้าม "กับดัก ROI" หรือที่นักลงทุนเรียกว่า ROI Trap ไปแล้ว เนื่องจากองค์กรชั้นนำจะไม่ถามแล้วว่า AI ช่วยประหยัดเวลาได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะถามว่า "เวลา 20% ที่ประหยัดได้ จะนำไปสร้างรายได้เพิ่มได้อย่างไร"
ในทางกลับกัน กลุ่ม SME ไทย ซึ่งคิดเป็นกว่า 99% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าส่งออกได้ไม่ถึง 12% ของมูลค่ารวม โดยกำลังเผชิญภาวะ "ติดล็อก" ทางการเงินจนไม่กล้าลงทุน ทั้งที่จริงแล้ว การเริ่มต้นใช้งาน AI ระดับสูงอย่าง Copilot อาจมีต้นทุนหลักร้อยต่อเดือน ซึ่งผู้นำองค์กรยุคใหม่อาจจะต้องกล้าอนุมัติกับ AI และไป Say No ตัดลดงบประมาณส่วนอื่นที่ไม่จำเป็นแทน
***ปีหน้า แรงงานไทยเปลี่ยนต่อ
นายชนนันท์ ปัญจทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี ประเทศไทย จำกัด ต้นสังกัดแพลตฟอร์มหางาน JobsDB เปิดเผยว่าแพลตฟอร์ม JobsDB มีจำนวนผู้สมัครงานเพิ่มขึ้นประมาณ 13% ในช่วงที่ผ่านมา โดยพบว่าตำแหน่งงานในประเทศไทยมีการโพสต์และระบุความต้องการทักษะด้าน AI ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทักษะเกี่ยวกับ Generative AI และการเขียน Prompt
"ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในฝั่งเทคโนโลยีหรือไอที (IT) เท่านั้น แต่ขยายวงกว้างไปยังอุตสาหกรรมอื่นด้วย เช่น บริการทางการเงิน และธุรกิจค้าปลีก" ชนนันท์กล่าว พร้อมย้ำว่าองค์กรและนายจ้างมีความระมัดระวังในการเลือกคัดสรรบุคลากรเข้าทำงานมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุน เมื่อทำการจ้างงาน
"คาดการณ์ว่าแนวโน้มการระมัดระวังในการจ้างงาน การพิจารณาความคุ้มค่าด้าน ROI รวมถึงความต้องการทักษะ AI จะยังคงดำเนินต่อเนื่องต่อไปในปีหน้า"
สถานการณ์บนแพลตฟอร์ม JobsDB ถือว่าน่าสนใจมากเมื่อโยงกับผลสำรวจ Work Trend Index ที่เผยให้เห็นว่าคนทำงานไทยถึง 85% กังวลว่าจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน แต่มีเพียง 45% เท่านั้นที่ตระหนักว่าทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานร่วมกับ AI สะท้อนว่าปัญหาของแรงงานไทยอาจไม่ใช่เรื่องเครื่องมือ แต่คือกระบวนการคิดที่ยังต้องปรับให้กว้างไกลขึ้น
เบื้องต้น ผลสำรวจของ สอวช. คาดการณ์ว่า ประเทศไทยอาจขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงถึง 1 ล้านคน เพื่อรองรับการเติบโตในพื้นที่ EEC และอุตสาหกรรมเป้าหมาย
***ปฏิรูปการศึกษาแก้ปมเหลื่อมล้ำ AI
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประเมินสถานการณ์ปัจจุบันว่าการเข้าถึงและการใช้ AI ในประเทศไทยยังคงมีความเหลื่อมล้ำอยู่ โดยกระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่ในการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั้งเด็กในเมือง เด็กในชนบท และเด็กนอกระบบการศึกษาตามนโยบาย Zero Dropout โดยมุ่งเน้นให้เด็กและประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรด้าน AI ได้อย่างทั่วถึง และเรียนรู้ที่จะใช้นวัตกรรมนี้ได้อย่างชาญฉลาด
"รัฐบาลมีเป้าหมายเตรียมความพร้อมด้าน AI ให้กับประชาชนในประเทศจำนวน 20 ล้านคน โดยเป็นผู้เรียนที่อยู่ในระบบของกระทรวงศึกษาธิการถึงร่วม 10 ล้านคน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน"
นายประเสริฐเชื่อว่ากระทรวงศึกษาธิการถือเป็นกระทรวงต้นน้ำที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานทักษะดิจิทัลแก่คนรุ่นใหม่ โดยกระทรวงมีแผนเตรียมความพร้อมเพื่อเน้นให้คนรู้จักคิดก่อนใช้เทคโนโลยี โดยเริ่มจากการพัฒนาและเตรียมความพร้อมแก่คุณครูเป็นลำดับแรก เพื่อให้ครูสามารถไปเตรียมความพร้อมและพัฒนาผู้เรียนต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายประเสริฐย้ำว่าโครงการ AI for Teacher ได้พัฒนาครูไทยไปแล้วกว่า 160,000 คนในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งต่อประโยชน์แก่นักเรียนกว่า 3.3 ล้านคน และช่วยลดภาระงานเอกสารครูจาก 1 วันเหลือเพียง 2 นาที ซึ่งจะเอื้อต่อการปรับรูปแบบห้องเรียนยุคใหม่ ที่จะดีมากหากนักเรียนไทยได้เรียนแบบโต้ตอบ มีการอภิปราย และได้คะแนนจากทักษะการตั้งคำถาม
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของประเทศไทย ไมโครซอฟท์ ร่วมกับรัฐบาลไทยและพันธมิตรจากหลายภาคส่วน ประกาศเปิดตัวโครงการ "Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand" ภาคีความร่วมมือระดับชาติที่มุ่งเชื่อมโยงทักษะ AI เข้ากับการจ้างงานจริง สำหรับนักเรียนอาชีวะ นักศึกษาใกล้จบ บัณฑิตจบใหม่ ผู้กำลังมองหางาน และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ โดยไทยเป็นประเทศแรกจากทั้งหมด 19 ประเทศทั่วโลกที่นำโมเดลภาคีระดับชาตินี้มาใช้
โครงการนี้ถูกระบุว่าเกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ การศึกษา และการพัฒนาทักษะ โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, กรมการจัดหางาน และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) นอกจากนี้ยังมีภาคอุตสาหกรรมและนายจ้าง ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแพลตฟอร์มหางาน JobsDB by SEEK รวมถึงภาคประชาสังคมและองค์กรไม่แสวงหากำไร คือ Generation Thailand และมูลนิธิกองทุนไทย
ไมโครซอฟท์ยังจัดทำแผน AI and Jobs ระดับประเทศ ที่ผสานข้อมูลเชิงลึกด้านแรงงาน (Workforce Intelligence) ความร่วมมือแบบภาคีเครือข่าย การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และเส้นทางพัฒนาทักษะ AI เพื่อระบุแนวทางลงทุนและนโยบายที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ
สำหรับ 4 แผนเฟสแรก 9 เดือน ตุลาคม 2569 ถึงมิถุนายน 2570 ครอบคลุมด้านที่ 1 คือจัดตั้งภาคีและจัดทำกรอบการเปลี่ยนผ่านกำลังคน ด้านที่ 2 คือพัฒนาหลักสูตรและการรับรองทักษะ AI ตามกรอบมาตรฐาน DigComp 2.2 ของสหภาพยุโรป ด้านที่ 3 คือจัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้จริง เช่น Hackathon และด้านที่ 4 คือเชื่อมโยงผู้ผ่านการอบรมสู่การจ้างงานจริง โดยใช้ข้อมูลความต้องการตลาดงานจาก FTI และ JobsDB by SEEK เพื่อให้ทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ
ในด้านการศึกษา กระทรวง อว. จะใช้ระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย-อุตสาหกรรม ส่วนอาชีวศึกษาจะนำหลักสูตรและการรับรองทักษะ AI ที่เชื่อมกับความต้องการของตลาดแรงงานเข้าสู่การเรียนการสอน ทำให้ผู้เรียนและผู้หางาน ได้เส้นทางเรียนรู้ต่อเนื่องจากห้องเรียน มหาวิทยาลัย ไปจนถึงการทำงานจริง พร้อมการรับรองทักษะตามมาตรฐานสากล ขณะที่นายจ้างและภาคอุตสาหกรรม ได้บุคลากรที่ทักษะตรงกับความต้องการ และพร้อมทำงานได้ตั้งแต่วันแรก
สำหรับสถานศึกษาและครูผู้สอน โครงการนี้จะมอบหลักสูตรและระบบสนับสนุนที่ทันกับตลาดงาน ซึ่งผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลก็เข้าถึงได้เท่าเทียมกับในเมือง ส่งให้ประเทศไทยยกระดับทุนมนุษย์และขีดความสามารถทางการแข่งขันกับนานาประเทศ.


