เวที IMF-World Bank ปลุกไทยตื่น AI! 'รมช.แนน' หวั่นตกขบวนเศรษฐกิจโลก ดันคนไทยจากผู้ใช้สู่ผู้ผลิต 'สดช.' กางแผนลงทุนดิจิทัลปี 73 คาดแตะ 6.41 แสนล้านบาท
เมื่อวันที่ 19 ต.ค.69 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงานประชุมสัมมนา Digital Infrastructure for the Future ว่า การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้รัฐบาลและประเทศไทยต้องตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังผู้นำระดับโลกและบริษัทเทคโนโลยีต่างให้ความสำคัญกับอนาคตของ AI ทั้งด้านโอกาสทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่อการจ้างงาน รัฐบาลจึงต้องเร่งยกระดับคนไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนาและผู้ผลิต เพื่อให้ประเทศมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ของโลก ก่อนจะพลาดโอกาสในการแข่งขันครั้งสำคัญ
◉ เวทีโลกสะกิด ไทยอย่าตกขบวน
น.ส.แนน กล่าวว่า ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank อีกครั้งในรอบ 35 ปี ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจจากการประชุมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นเศรษฐกิจและการเงิน แต่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กลับกลายเป็นหัวข้อสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง
"หลายฝ่ายอาจมองว่าการประชุม IMF-World Bank เป็นเวทีหารือของผู้นำประเทศและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ในการประชุมครั้งนี้ ประเด็นที่ได้รับความสนใจและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางที่สุด กลับเป็นเรื่องอนาคตของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI" น.ส.แนน กล่าว
การหารือเรื่อง AI มีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่าเทคโนโลยีอาจเข้ามาทดแทนแรงงานจำนวนมหาศาล ขณะที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กลับมองว่า AI เป็นโอกาสสร้างธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ความเห็นทั้งสองด้านจึงเป็นโจทย์ให้ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดขึ้น
สำหรับสถานะของประเทศไทยในปัจจุบัน น.ส.แนน มองว่า ไทยไม่ได้ล้าหลังด้านเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้ก้าวหน้าเร็วกว่าประเทศอื่นมากนัก จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันการแข่งขัน โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ
หนึ่งในแนวคิดที่ถูกหยิบยกจากเวที IMF คือการวางประเทศไทยเป็น Trusted Connector หรือประเทศตัวกลางที่นานาชาติไว้วางใจ สามารถเชื่อมโยงความร่วมมือและการลงทุนระหว่างประเทศได้ โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลแรงงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ
นอกจากนี้ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้ช่วงต้นปีจะมีการพูดถึงเทคโนโลยีควอนตัมอย่างกว้างขวาง แต่ปัจจุบัน AI กลับมาเป็นประเด็นหลักอีกครั้ง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถยึดติดกับเทคโนโลยีประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือกำหนดทิศทางล่วงหน้าตลอด 5 ปีได้อย่างตายตัว สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างรากฐานให้ประเทศไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะหากไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม AI ของโลกได้ ก็เสี่ยงตกขบวนและกระทบต่อโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
◉ จากผู้ใช้สู่ผู้ผลิต AI
รัฐบาลจึงตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ของโลก (AI Supply Chain) ไม่ใช่เพียงการเป็นศูนย์กลางให้บริการ AI เท่านั้น แต่ต้องขยายบทบาทไปตั้งแต่การผลิตฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ ไปจนถึงการพัฒนาระบบประมวลผล ซอฟต์แวร์ และบริการที่เกี่ยวข้อง
"ประเทศไทยไม่ได้ตั้งเป้าเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี AI แต่ต้องก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต AI ของโลก โดยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จะมุ่งยกระดับผู้ใช้งานทั่วไปให้สามารถพัฒนาโปรแกรม สร้างเทคโนโลยี และประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง ไปสู่การสร้างประโยชน์ด้านการทำงานและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม" น.ส.แนน กล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้งาน AI จำนวนมาก แต่ส่วนหนึ่งยังใช้เพื่อความสนุกหรือกิจกรรมส่วนตัว รัฐบาลจึงต้องการส่งเสริมให้ประชาชนนำเทคโนโลยีไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างรายได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ที่มีเงินทุนจำกัด ซึ่งสามารถใช้ AI ช่วยวางแผนและบริหารธุรกิจได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหมือนบริษัทชั้นนำ
การพัฒนาบุคลากรต้องเริ่มตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการที่สร้างพื้นฐานความรู้ด้านดิจิทัลให้เด็กและเยาวชน ต่อเนื่องถึงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่พัฒนาทักษะขั้นสูง ขณะที่กระทรวงดีอีจะสนับสนุนการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ พร้อมสร้างความปลอดภัยในการใช้ดิจิทัลสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย
ส่วนการลงทุนจากบริษัทต่างชาติอาจไม่สามารถกำหนดให้ใช้แรงงานไทยทั้งหมดได้ แต่รัฐบาลต้องอาศัยความร่วมมือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างโอกาสจ้างงาน เพราะการลงทุนในอุตสาหกรรม AI ไม่ได้สร้างงานเฉพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงถึงธุรกิจสนับสนุนและแรงงานในภาคส่วนอื่นด้วย
◉ รัฐเปิดทางเอกชน คุมข้อมูล
สำหรับบทบาทภาครัฐ น.ส.แนน มองว่า ไม่ควรลงไปทำธุรกิจแข่งขันกับภาคเอกชน แต่ต้องวางรากฐาน กฎระเบียบ และมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดได้มากขึ้น เนื่องจากบางอุตสาหกรรมมีศักยภาพเกินกว่าขนาดตลาดภายในประเทศแล้ว เช่น ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องขยายตลาดไปต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน การดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติเข้ามาลงทุน จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สามารถนำเสนอโครงการแก่นักลงทุนได้ โดยประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว แต่ยังต้องพิจารณาว่าจะต่อยอดไปสู่ส่วนใดของห่วงโซ่ AI ได้มากขึ้น
หนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญคือ Data Center ซึ่งรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการลงทุนและทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับธุรกิจที่กำลังขยายตัวได้ โดยไม่ละเลยผลกระทบต่อชุมชน
ส่วนความกังวลเรื่องข้อมูลคนไทยที่อาจอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทต่างชาติ รัฐบาลให้ความสำคัญกับอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญของภาครัฐและภาคธุรกิจที่จัดเก็บผ่าน Cloud และ Data Center ภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องระมัดระวังการป้อนข้อมูลส่วนบุคคลเข้าสู่ระบบ AI เนื่องจากเครื่องมือบางประเภทจำเป็นต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลกับผู้ให้บริการภายนอก
สำหรับการเปลี่ยนผ่านหน่วยงานภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล กระทรวงดีอีจะเดินหน้าผลักดันโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และยกระดับมาตรฐานการดูแลข้อมูลประชาชน เนื่องจากยังมีบางกระทรวงที่เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลได้น้อย จึงต้องเร่งปรับปรุงบริการต่างๆ โดยเฉพาะด้านสวัสดิการและการติดต่อราชการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกขึ้น
◉ ถามเว็บพนัน สส. ปัดตอบ
ระหว่างการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงเรื่องการตรวจสอบเว็บพนัน Shuffle.com หลังมีข้อมูลเชื่อมโยงกับนายไท่หยาง ซาง สามีของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย โดย น.ส.แนน ปฏิเสธให้ความเห็นทันที โดยตอบว่า "ไม่ตอบค่ะ ขอบคุณค่ะ"
◉ ลงทุนปี 2573 คาด 6.41 แสนล้าน
ขณะที่ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เปิดเผยว่า การจัดงาน Digital Infrastructure for the Future มีจุดเริ่มต้นจากการศึกษาทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า รวมถึงพิจารณาว่าภาครัฐควรเข้าไปดำเนินการเรื่องใด และมีเรื่องใดที่ควรเปิดให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อน
"การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคงไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนอย่างเดียว แต่ควรเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และประชาชนคนไทยได้สร้างประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเต็มที่และเต็มศักยภาพ" นายเวทางค์ กล่าว
ผลการศึกษา Digital Infrastructure Roadmap 2026-2030 ประเมินว่า เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยจะเพิ่มจากปีละ 335,000 ล้านบาทในปี 2569 เป็น 446,000 ล้านบาทในปี 2570 ขยับเป็น 540,000 ล้านบาทในปี 2571 และ 606,000 ล้านบาทในปี 2572 ก่อนแตะ 641,000 ล้านบาทในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 17.6%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการจากแบบจำลองการศึกษา ไม่ใช่เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงหรือได้รับอนุมัติแล้ว โดยครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ Data Center และ Cloud, AI, โทรคมนาคม และกิจการอวกาศ
สำหรับปี 2569 แบบจำลองตั้งสมมติฐานว่า ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติจะเป็นผู้ลงทุนหลักในสัดส่วน 95.7% หรือประมาณ 320,600 ล้านบาท ขณะที่ภาครัฐมีสัดส่วน 4.3% หรือ 14,400 ล้านบาท โดยเงินลงทุนภาคเอกชนส่วนใหญ่กระจุกตัวในธุรกิจ Data Center และ Cloud โดยเฉพาะผู้ให้บริการรายใหญ่ระดับโลก
ผลการศึกษายังครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ กิจการอวกาศ บริการ Cloud และ Data Center เทคโนโลยี AI และข้อมูล การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ สายเคเบิลใต้น้ำ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งทั้งหมดเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกัน หากส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดปัญหาอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและบริการดิจิทัลโดยรวม
◉ AI ไทยจุดอ่อนกำลังประมวลผล
แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายด้าน AI ค่อนข้างพร้อม แต่ข้อมูลที่นำมาประกอบการศึกษากลับพบข้อจำกัดสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยผลจัดอันดับ Government AI Readiness Index 2025 ซึ่งประเมินความพร้อมของภาครัฐในการใช้ AI จาก 195 ประเทศ พบว่าไทยอยู่อันดับ 34 ของโลก เทียบกับสิงคโปร์ที่อยู่อันดับ 7 และมาเลเซียอันดับ 38
เมื่อพิจารณารายด้าน ไทยได้คะแนนความสามารถเชิงนโยบาย (Policy Capacity) สูงถึง 88 คะแนน และการนำ AI ไปใช้ในภาครัฐ 85.86 คะแนน แต่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้เพียง 56.38 คะแนน การพัฒนาและแพร่กระจายเทคโนโลยี 52.58 คะแนน และความสามารถในการรับมือความเปลี่ยนแปลง 37.35 คะแนน
ที่น่าจับตาคือ ตัวชี้วัดย่อยด้านกำลังประมวลผล (Compute Capacity) ซึ่งอยู่ภายใต้หมวดโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้เพียง 21.34 คะแนน ขณะที่ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคที่สนับสนุนการทำงานได้ 70.85 คะแนน และคุณภาพข้อมูลได้ 76.96 คะแนน แสดงให้เห็นว่ากำลังประมวลผลเป็นจุดที่ไทยยังต้องเร่งพัฒนา หากต้องการรองรับการสร้างและฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ข้อมูล Global SpeedTest ที่ใช้ประกอบการศึกษาพบว่า อันดับความเร็วอินเทอร์เน็ตประจำที่ (Fixed Broadband) ของประเทศไทยลดจากอันดับ 2 ของโลกในปี 2564 มาอยู่ที่อันดับ 14 ในไตรมาส 2 ปี 2569 โดยสไลด์รายงานตัวเลขความเร็วไว้ที่ 279.6 Mbps ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนาโครงข่ายให้รองรับการใช้งานในอนาคต
◉ 4 ปีเร่งโครงข่ายถึง 6G
สำหรับ Roadmap ปี 2570-2573 กำหนดเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นรายปี โดยปี 2570 จะเริ่มขยายโครงข่าย 5G-Advanced ในพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม พร้อมส่งเสริมศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำ ไฟฟ้า และพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มกำลังประมวลผล AI เพื่อรองรับโมเดลที่พัฒนาในประเทศไทย
ปี 2571 จะนำร่องเมืองอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ 10 กิกะบิตต่อวินาที (10 Gbps) ผลักดันผู้ให้บริการ Hyperscale Data Center และ Cloud รายใหญ่ พร้อมพัฒนา Sovereign AI เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบประมวลผลที่รองรับการฝึกและใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่ภายในประเทศ
ปี 2572 ตั้งเป้าพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสถานีภาคพื้นดินสำหรับกิจการอวกาศของภูมิภาค (Space Ground Segment Hub) ขยายบริการ Data Center และ Cloud รองรับตลาดระดับภูมิภาค พร้อมพัฒนา AI Factory หรือกลุ่มศูนย์ข้อมูลและระบบประมวลผล AI ขนาดใหญ่
ส่วนปี 2573 จะเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยี 6G หรือ 6G-Ready ทั้งด้านคลื่นความถี่ โครงข่าย และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการ Data Center และ Cloud ของภูมิภาค รวมถึงพัฒนา AI Supercluster ซึ่งเชื่อมโยงหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) หลายกลุ่มเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายความเร็วสูง เพื่อรองรับการประมวลผล AI ขนาดใหญ่ โดยแผนดังกล่าวเป็นเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่กำหนดเปิดให้บริการ 6G เชิงพาณิชย์ภายในปี 2573


