Google Cloud เปิดตัวความสามารถใหม่ “Gemini Agent” ภายในงาน Gemini at Work 2026 เอเจนต์อัจฉริยะสำหรับการทำงานระดับองค์กร เพื่อยกระดับการทำงานอัตโนมัติแบบครบวงจร ตั้งแต่งานวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโค้ด ไปจนถึงการบูรณาการเข้ากับระบบปฏิบัติการธุรกิจ สะท้อนภาพรวมตลาดที่องค์กรธุรกิจได้ก้าวข้ามช่วงการทดลองสู่การนำ AI มาใช้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Google Cloud ระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา ลูกค้าองค์กรเกือบ 500 ราย มีปริมาณการประมวลผลโทเค็นทะลุ 1 ล้านล้านรายการต่อราย ขณะที่ปัจจุบันเกือบ 80% ของฐานลูกค้า Google Cloud มีการใช้งานผลิตภัณฑ์ AI และมีบริษัทในกลุ่ม Fortune 100 เกือบ 90% ที่นำ Gemini Enterprise ไปใช้งานในระบบงานจริง
นายโทมัส คูเรียน ซีอีโอ Google Cloud กล่าวว่า การเปิดตัวครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์รูปแบบการทำงานยุคใหม่ โดย Gemini Agent จะทำหน้าที่เป็นเอเจนต์อัจฉริยะที่เข้าใจบริบททางธุรกิจ รองรับงานหลากหลายรูปแบบผ่านการป้อนคำสั่งเพียงพรอมต์เดียว ตั้งแต่งานองค์ความรู้ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไปจนถึงการเขียนและรันโค้ด พร้อมทั้งสามารถวางแผน เลือกใช้เครื่องมือ เชื่อมต่อระบบหลักขององค์กร และส่งมอบงานกลับมายังระบบงานเดิมที่พนักงานใช้งานอยู่ พร้อมระบบควบคุมต้นทุนและการกำกับดูแลความปลอดภัย
สำหรับสถาปัตยกรรมเบื้องหลัง Gemini พัฒนาขึ้นบนขีดความสามารถหลัก 3 ด้าน ได้แก่ เครื่องมือ (Tools), ทักษะ (Skills) และบริบท (Context) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบบันทึกข้อมูลหลัก (Systems of Record) และซอฟต์แวร์ระดับองค์กร เช่น Salesforce, ServiceNow, BigQuery, Databricks, Snowflake ตลอดจนโปรโตคอล Model Context Protocol (MCP) ควบคู่กับจุดเด่นในการประสานงานหลายเอเจนต์ (Multi-Agent Coordination) ที่สามารถสร้างเอเจนต์ย่อยเพื่อแยกส่วนงานตามบทบาท และทำหน้าที่เสมือนเพื่อนร่วมงานที่มีตัวตนและอีเมลเฉพาะของตนเอง
อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าด้านต้นทุนและความแม่นยำ Gemini ได้เปิดกว้างให้ระบบสามารถเลือกใช้งานโมเดลเบื้องหลังได้อย่างยืดหยุ่น โดยนอกจากโมเดลในตระกูล Gemini แล้ว ยังรองรับการทำงานร่วมกับโมเดลภายนอกอย่าง Claude รวมถึงเตรียมเปิดรับโมเดลชั้นนำอื่น ๆ ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันองค์กรธุรกิจชั้นนำอย่าง Shopify, PayPal และแบรนด์ชุดกีฬา On ได้เริ่มนำแนวทางมัลติโมเดลดังกล่าวไปปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจำหน่ายสินค้าและลดระยะเวลาการนำสินค้าออกสู่ตลาดแล้ว
ขณะเดียวกัน Google Cloud ยังได้ขยายขีดความสามารถของ Gemini สู่ชุดเครื่องมือ Google Workspace เพื่อทำหน้าที่ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ผู้ช่วยส่วนบุคคล (Personal Assistant), การมอบหมายงานเชิงรุก (Proactive Delegation) และการทำงานในฐานะสมาชิกทีม (Virtual Teammate) ที่มีบัญชีและสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามบทบาทที่กำหนด พร้อมทั้งเสริมเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เช่น การสร้างโค้ด PySpark สำหรับวิศวกรข้อมูล และการดึงรายงานแบบเรียลไทม์ผ่าน BigQuery สำหรับผู้ใช้สายธุรกิจโดยไม่เสียค่าโทเค็นซ้ำซ้อน
ในด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล (Governance) ได้มีการวางโครงสร้างผ่านระบบจัดการตัวตนของเอเจนต์เทียบเท่าพนักงาน การควบคุมสิทธิ์ตามมาตรฐาน OAuth การบันทึกประวัติการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ รวมถึงการกักบริเวณการทำงานผ่าน Agent Sandbox และเครือข่ายความปลอดภัย Agent Gateway เพื่อบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยขององค์กรอย่างรัดกุม
พร้อมกันนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลยังได้รับการอัปเกรดภายใต้ระบบ AI Hypercomputer ซึ่งขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล TPU 8i รุ่นล่าสุดของ Google ที่ระบุว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับต้นทุน (Price-Performance) ได้ดีขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยทำงานควบคู่กับกลุ่มโมเดลเฉพาะทาง เช่น Argon สำหรับการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง, Flash สำหรับงานที่เน้นความเร็ว, Omni สำหรับงานสื่อ และ Gemma สำหรับงานประมวลผลขนาดเล็ก


