xs
xsm
sm
md
lg

AWS ออกมาโต้ ดาต้าเซ็นเตอร์ ใช้น้ำต่ำกว่าคาด ดันภาษีท้องถิ่นพุ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ซีอีโอ AWS Matt Garman ออกมาโพสต์บล็อกตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบุว่า 4 ประเด็นหลักที่สังคมมีต่อผลกระทบของดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ ปัญหาราคาค่าไฟฟ้า มลพิษจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ตลอดจนผลประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น ล้วนเป็น "ความเชื่อที่คลาดเคลื่อน" ทั้งสิ้น

การ์แมน ย้ำว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานจำเป็นต้องร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ แจงรายละเอียดในแต่ละประเด็นไม่ว่าจะเป็น 1. หักล้างเรื่องสูบน้ำ ยันการใช้งานจริงต่ำกว่าอุตสาหกรรมอื่นมหาศาล

เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำมหาศาลนั้นไม่เป็นความจริง ถ้าเป็น Data Center ที่มีมาตรฐาน เพราะการใช้น้ำทางตรงของศูนย์ข้อมูลคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 0.5% ของการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดของสหรัฐฯ น้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นอย่างสนามกอล์ฟหรือการทำฟาร์มอัลมอนด์อย่างเทียบไม่ติด โดยเฉพาะสนามกอล์ฟในสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวใช้น้ำมากกว่าศูนย์ข้อมูลทั้งหมดของ Amazon รวมกันถึงประมาณ 200 เท่า หรือใช้น้ำในเวลาเพียง 2 วันเท่ากับที่ Amazon ใช้ตลอดทั้งปี

ขณะเดียวกัน ตัวเลขที่มีการเผยแพร่ว่าศูนย์ข้อมูลทั่วไปใช้น้ำสูงถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวันก็ไม่ตรงกับความจริง เนื่องจากการใช้งานเฉลี่ยของศูนย์ข้อมูลทั่วไปอยู่ที่ราว 170,000 แกลลอนต่อวัน ขณะที่ศูนย์ข้อมูลของ Amazon ใช้น้ำเฉลี่ยไม่ถึง 13,000 แกลลอนต่อวันเท่านั้น

นอกจากนี้ จากการศึกษาล่าสุดของอุตสาหกรรมหลักที่สร้างสัดส่วนราว 50% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ พบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกลุ่มที่ดึงน้ำไปใช้น้อยที่สุดแต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อแกลลอนได้สูงที่สุด

2. ปัญหาหลักของการใช้ไฟคือโครงข่ายไฟฟ้าล้าสมัย การตั้งข้อสังเกตเรื่องค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น การ์แมน มองว่าเป็นการด่วนสรุปเนื่องจากข้อมูลในหลายรัฐที่มีดาต้าเซ็นเตอร์หนาแน่น เช่น อินเดียนาและมิสซิสซิปปี ค่าไฟกลับปรับตัวลดลง หรือในเท็กซัสก็เติบโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ

ขณะที่บางรัฐอย่างอิลลินอยส์และนิวยอร์กปรับขึ้น สาเหตุที่แท้จริงของการเพิ่มขึ้นของค่าพลังงานเกิดจากโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า มีอายุการใช้งานยาวนานและขาดการลงทุนขยายล่วงหน้า โดยสายส่งไฟฟ้าราว 70% ถูกสร้างขึ้นมานานกว่า 25 ปี จึงไม่สามารถรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้

ทั้งนี้ AWS ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณูปโภคโดยตรง เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการสร้างสายส่ง สถานีไฟฟ้าย่อย และการอัปเกรดโครงข่าย ซึ่งเมื่อขีดความสามารถใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ทรงตัวหรือลดลงในอนาคต ดังที่เริ่มเห็นผลแล้วในมิสซิสซิปปี จอร์เจีย และอินเดียนา


3. เครื่องสำรองไฟไอเสียเทียบเท่าเที่ยวบินไป-กลับ ในประเด็นด้านมลพิษทางอากาศ การ์แมน อธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญต่อบริการจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น เบอร์โทรฉุกเฉิน 911, ตลาดหุ้น, บริการสาธารณสุข, แอปพลิเคชันการเงิน, แพลตฟอร์มเรียกรถอย่าง Uber/Lyft และระบบ ChatGPT ทำให้จำเป็นต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองกรณีไฟฟ้าดับ

ในทางปฏิบัติ กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นขอใบอนุญาตปล่อยมลพิษตามกำลังสูงสุด เช่น ปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายได้สูงสุด 249.9 ตันต่อปีต่อเครื่อง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงคือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเหล่านี้แทบไม่ได้เปิดใช้งาน หรือไม่ได้ทำงานเลยถึง 99.9% ของเวลาทั้งหมด เดินเครื่องเฉลี่ยประมาณ 10 ชั่วโมงต่อปีเพื่อการทดสอบบำรุงรักษาตามรอบเท่านั้น อีกทั้งในปัจจุบันอุตสาหกรรมได้หันมาใช้ระบบควบคุมมลพิษมาตรฐาน Tier 4 ของ EPA ส่งผลให้การปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ต่อปีของศูนย์ข้อมูลเฉลี่ยเทียบเท่ากับการบินไป-กลับเพียงเที่ยวเดียวระหว่างซีแอตเทิลและลอนดอน

4. เงินภาษีท้องถิ่นโตทะลุ 1,000% พร้อมสร้างงานรายได้สูง สำหรับประเด็นผลประโยชน์ต่อชุมชน ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์มักเป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่ที่สุดของท้องถิ่น โดยรายได้ภาษีระยะยาวมักสูงกว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบเดิมมากกว่า 1,000%

ตัวอย่างเช่น ในเซนต์โจเซฟเคาน์ตี รัฐอินเดียนา Amazon มีการประเมินว่าจะจ่ายภาษีให้เคาน์ตีกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับประโยชน์ที่ดินเดิมที่จ่ายเพียง 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือในมอนต์โกเมอรีเคาน์ตี รัฐมิสซูรี โครงการจะจ่ายภาษีกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบ 25 ปี เมื่อเทียบกับการใช้งานเดิมสร้างรายได้เพียงประมาณ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.01% เท่านั้น

พร้อมกันนี้ ยังอ้างอิงรายงานปี 2026 ของ Mangum Economics สำหรับ Northern Virginia Technology Council ที่ระบุว่า หากไม่มีรายได้ภาษีจากดาต้าเซ็นเตอร์ เจ้าของบ้านในลูดอนเคาน์ตี รัฐเวอร์จิเนีย อาจต้องจ่ายภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มขึ้นถึง 5,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเม็ดเงินเหล่านี้นำไปสนับสนุนโรงเรียน แผนกดับเพลิง ตำรวจ สวนสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา Amazon ได้สนับสนุนชุมชนในพื้นที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ไปแล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ การก่อสร้างยังสร้างงานหลายพันตำแหน่งที่มีอัตราค่าจ้างสูงกว่าค่ามัธยฐานในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เช่น ในเมดิสันเคาน์ตี รัฐมิสซิสซิปปี มีแรงงานก่อสร้างกว่า 2,300 คน และจะจ้างงานประจำหลังเปิดดำเนินการกว่า 1,700 คน ส่วนในนิวตันเคาน์ตี รัฐจอร์เจีย มีการจ้างงานก่อสร้างกว่า 1,500 คน และเตรียมจ้างงานประจำ 400 คน ควบคู่กับโครงการพัฒนาแรงงานและการศึกษากว่า 20 โครงการ ซึ่งมีผู้เรียนและผู้สอนเข้าร่วมแล้วกว่า 10,000 คนใน 15 ภูมิภาคศูนย์ข้อมูล

จะเห็นได้ว่า ในอีกมุมการที่ภาครัฐมีความเข้มงวด และกำหนดกรอบการควบคุมที่ชัดเจน จะเป็นส่วนสำคัญให้ดาต้าเซ็นเตอร์ เกิดขึ้นและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้แก่ประเทศด้วย