ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนภาพความพร้อมของภาคธุรกิจไทยต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ปัญญาประดิษฐ์ ยังคงมีความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลสำรวจ The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey ระบุว่า 86% ขององค์กรในประเทศไทยตระหนักดีว่าโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการทำงาน
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลับอยู่ในระดับน่ากังวล เมื่อมีองค์กรเพียง 9.5% ที่มั่นใจอย่างยิ่งว่ามีความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามในยุค AI ท่ามกลางกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่เติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 44% ในปีที่ผ่านมา
แอนโทนี่ หยาง หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน AI กำลังขยับจากการเลือกเครื่องมือทดลองใช้งาน สู่ขั้นตอนการพิสูจน์ผลตอบแทนทางธุรกิจจริง ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการจัดเก็บ เข้าถึง ปกป้อง และนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ AI จะสร้างผลตอบแทนได้เมื่อข้อมูลพร้อม ระบบรองรับภาระงาน ได้เต็มประสิทธิภาพ และธุรกิจต้องสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบต้องเดินหน้าควบคู่กันไปอย่างสมดุล
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ขององค์กรไทยยังคงผูกติดอยู่กับความพร้อมของข้อมูล โดย 64.4% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลคือความท้าทายอันดับหนึ่ง ตามด้วยประเด็นคุณภาพและความพร้อมใช้ของข้อมูลที่ 47.3% และต้นทุนการติดตั้งระบบที่ 33.7%
ตลาดฮาร์ดแวร์ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคาอย่างรุนแรงจากการแย่งชิงทรัพยากรของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ราคาชิปหน่วยความจำ NAND/SSD พุ่งสูงขึ้นราว 300% และฮาร์ดดิสก์บางรุ่นมีระยะเวลารอส่งมอบยาวนานถึง 52 สัปดาห์ ส่งผลให้องค์กรไทยกว่า 60% เริ่มเปลี่ยนมุมมองจากแนวคิดคลาวด์ทั้งหมด (Cloud-First) มาสู่โครงสร้างพื้นฐานแบบผสมผสาน (Hybrid Infrastructure) เพื่อควบคุมทั้งต้นทุนและรักษาอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty)
ส่วนความสามารถในการรับมือและฟื้นฟูระบบ (Cyber Resilience) กลายเป็นดัชนีชี้วัดความอยู่รอดของธุรกิจยุคใหม่ แม้ว่า 92% ขององค์กรไทยจะมีการติดตั้งเครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะกู้คืนระบบจากภัยแรนซัมแวร์ ได้อย่างรวดเร็วโดยที่ข้อมูลสำรองยังปลอดภัย และยังมีอีกถึง 32.5% ที่ยอมรับว่าไม่มั่นใจว่าจะกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุการณ์โจมตีจริง
ด้วยเหตุนี้ ทาง Synology จึงได้เสนอแนวทางยกระดับการสำรองข้อมูลจากหลักการเดิมสู่ "3-2-1-1-0" โดยเพิ่มการเก็บข้อมูลสำรองแบบห้ามแก้ไขหรือลบทำลาย (Immutable Backup), การตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่าย (Air-Gap) และการทดสอบกู้คืนสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดความผิดพลาดเป็นศูนย์ (Zero Error) เพื่อลดช่วงเวลาที่ระบบหยุดทำงาน (Downtime) ให้เหลือน้อยที่สุด
รหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด ชี้ให้เห็นว่า แม้ 73% ของบุคลากรในไทยจะใช้เวลากับงานเอกสารมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพได้อย่างมหาศาล แต่ความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลกลับทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจาก 34% ขององค์กรยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน และ 47.1% ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเครื่องมือ AI ภายนอกนำข้อมูลขององค์กรไปประมวลผลอย่างไร
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องเปลี่ยนจากการออกนโยบายข้อห้าม มาเป็นการใช้มาตรการควบคุมทางเทคนิค เช่น การนำระบบคัดกรองและเซนเซอร์ข้อมูลสำคัญ ก่อนส่งออกไปยังโมเดลภายนอก เพื่อให้สอดรับกับหลักธรรมาภิบาลข้อมูล
เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว Synology จึงได้เปิดตัวชุดโซลูชันแบบครบวงจรที่ไม่มีค่าธรรมเนียมสิทธิ์การใช้งานเพิ่มเติม โดยชูจุดเด่นด้วย PAS7700 ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ All-NVMe SSD รุ่นแรกของบริษัท สำหรับงานประมวลผลระดับวิกฤต (Mission-Critical) ซึ่งผ่านการพิสูจน์จริงจากกรณีศึกษาของ Ethos Media Production ที่สามารถลดเวลาการส่งผ่านไฟล์วิดีโอขนาด 100 GB จาก 40 นาทีเหลือเพียง 2 นาที
พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวอุปกรณ์สำรองข้อมูล ActiveProtect DP5200 ขนาด 1U, ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ DSM Agent บนระบบปฏิบัติการ DSM 7.4 และกล่องประมวลผลความปลอดภัยทางกายภาพ DVA7400 ที่ผสานโมเดล AI ในการสืบค้นข้อมูล เพื่อช่วยให้องค์กรไทยสามารถขับเคลื่อนการลงทุนด้าน AI ได้อย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม


