'หมอสรณ' ยันลาประชุมล่วงหน้า ไม่เกี่ยววงนัดพิเศษชั้น 12 บอกไม่ได้เป็นคนนัดหรือจัดประชุม ฝากบอร์ดเลือกประธานแทน ส่วนคดียังอุทธรณ์และยังไม่ถึงที่สุด
เมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 งานเลขานุการประธาน กสทช. เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีการประชุม กสทช. 2 วงในวันเดียวกัน โดยระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้แจ้งลาการประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีภารกิจระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-4 ต.ค.69 และไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ พร้อมเสนอให้ที่ประชุมเลือกกรรมการ กสทช. คนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนเฉพาะครั้ง เพื่อให้การพิจารณาวาระที่ค้างอยู่สามารถดำเนินต่อไปได้
การประชุมครั้งดังกล่าวเดิมกำหนดขึ้นในวันที่ 1-2 ต.ค.69 เวลา 09.30-16.30 น. ที่ห้องประชุมสายลม 1021 ชั้น 2 อาคารอำนวยการ สำนักงาน กสทช. โดยฝ่ายประธานให้เหตุผลว่า ปัจจุบันมีระเบียบวาระรอการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่การประชุมและการบรรจุวาระต่างๆ ต้องดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เอกสารยังระบุว่า ก่อนหน้านี้มีกรรมการบางรายไม่ต้องการให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้าร่วมประชุม และมีข้อทักท้วงเกี่ยวกับเงื่อนไขการประชุมตามมา
อย่างไรก็ตาม วันที่ 2 ต.ค.69 ปรากฏการนัดประชุม 2 วงภายในสำนักงาน กสทช. และมีช่วงเวลาทับซ้อนกัน โดยวงแรกเป็นการประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ต่อเนื่อง ที่ห้องประชุมสายลม 1021 ชั้น 2 ส่วนอีกวงเป็นการประชุมนัดพิเศษของกรรมการ กสทช. บางราย ที่ห้องประชุม 1221 ชั้น 12 อาคารอำนวยการ สำนักงาน กสทช.
ศ.คลินิก นพ.สรณ ยืนยันว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนัดหมายหรือจัดประชุมอีกวง รวมถึงไม่ได้ก้าวล่วงหรือแทรกแซงการดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากได้ยื่นลาการประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนการดำเนินงานของสำนักงานและฝ่ายเลขานุการหลังจากนั้น เป็นกระบวนการปฏิบัติงานตามปกติภายใต้ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สำหรับสถานะทางกฎหมาย ศ.คลินิก นพ.สรณ ระบุว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์และคดียังไม่ถึงที่สุด โดยการดำเนินการทางกฎหมายมีขึ้นเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่า ก่อนเข้ารับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตนไม่ได้สละสิทธิ์ และได้ยื่นเอกสารลาออกจากการเป็นพนักงานและลูกจ้างครบถ้วนแล้ว พร้อมระบุว่ามีหลักฐานและคำยืนยันจากนายจ้างประกอบ
ขณะเดียวกัน กรณีหนังสือคณะกรรมการสรรหา ลงวันที่ 30 ก.ย.69 ซึ่งอ้างถึงคำวินิจฉัยและคำสั่งทางปกครอง ฝ่ายประธาน กสทช. ระบุว่า ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงตามขั้นตอนแล้ว โดยยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ จะยึดกรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ


