ยุคต้นทุนมือถือเพิ่มสูงขึ้น Nothing เปลี่ยนแนวทางหันเจาะตลาดเครื่องเสียงเต็มตัว ทั้งหูฟังไร้สาย และอุปกรณ์ใหม่ที่จะเปิดตัวช่วงกลางเดือนนี้ หลังพบตลาดในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัว "CMF Clip Pro" หูฟัง Open-ear รุ่นแรกของแบรนด์ ในราคา 3,999 บาท คาดหวังเจาะกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการความคล่องตัวสูง
พลภัทร สายบัวทอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท Nothing ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า บริษัทกำลังมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ Audio อย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ยังคงจุดเด่นเรื่องการออกแบบไว้ต่อเนื่อง และมีผลิตภัณฑ์ที่รอเปิดตัวโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า เพื่อท้าชนกับผู้นำตลาดรายเดิมแบบเต็มกำลัง
ขณะเดียวกัน การทำตลาดผ่านแบรนด์ CMF (ย่อมาจาก Color, Material, Finishing) ได้ถูกวางตำแหน่งทางการตลาด ให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบสีสันและสินค้าคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ในการแยกภาพลักษณ์ที่ชัดเจนออกจากแบรนด์แม่อย่าง Nothing ที่เน้นความโปร่งใส (Transparency) ขาว-ดำ และความลึกลับ โดยที่ผ่านมา CMF ได้รับการตอบรับที่ดีจากผลิตภัณฑ์อย่าง Watch 2 Pro และหูฟัง Buds Pro 2
สำหรับการเปิดตัว CMF Clip Pro ในครั้งนี้ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เวลาพัฒนายาวนานและถูกปรับแก้ดีไซน์เคสชาร์จถึง 8 เวอร์ชัน ภายใต้การดูแลของซีอีโอ คาร์ล เป่ย (Carl Pei) เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด โดยมุ่งแก้ไขข้อจำกัด 3 ประการของหูฟังประเภท Open-ear ได้แก่
1.สรีระศาสตร์และการสวมใส่สบาย (Ergonomic Comfort) แก้ปัญหาการปวดหูด้วยการใช้ลำโพง ขนาดเล็กเพียง 13.8 มิลลิเมตร เพื่อไม่ให้ชนกับผนังหู พร้อมผสานแกนเส้นใยไทเทเนียมที่สามารถยืดหยุ่นขยายได้ 40-53.5 องศา ช่วยให้หนีบได้กระชับโดยไม่เสียทรงเมื่อใส่ออกกำลังกาย
2.ยกระดับคุณภาพไมโครโฟน (Voice Pickup Unit) แก้ปัญหาไมค์ดูดเสียงไม่ดีด้วยการฝังเทคโนโลยี VPU (Voice Pickup Unit) ที่ใช้ระบบ Bone Conduction ตรวจจับการสั่นสะเทือนของกระดูกขากรรไกร ทำงานร่วมกับไมโครโฟน 2 ตัวต่อข้าง เพื่อตัดเสียงรบกวนและเสียงลมได้อย่างแม่นยำ
3.ระบบจัดการเสียงรั่วไหล (Sound Seal System) ป้องกันบุคคลรอบข้างได้ยินเสียงจากหูฟัง ด้วยเทคโนโลยีปล่อยคลื่นเสียงตรงกันข้ามเพื่อตัดเสียงรั่วไหล ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกตั้งค่าได้ว่าต้องการเปิดใช้เฉพาะตอนคุยโทรศัพท์หรือตอนฟังเพลง
อย่างไรก็ตาม ในด้านคุณภาพเสียง CMF Clip Pro ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน Hi-Res Audio Wireless รองรับเทคโนโลยี LDAC ขับเคลื่อนด้วยไดรเวอร์แม่เหล็กคู่ขนาด 10.8 มิลลิเมตร พร้อมอัลกอริทึม Bass Enhancement ที่ช่วยปรับความเข้มของเสียงเบสตามระดับความดังโดยไม่ทำให้เสียงบวม
ทั้งนี้ ตัวหูฟังมีน้ำหนักเพียง 5.9 กรัม ใช้วัสดุ TPU คุณภาพสูงที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP54 แบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 10 ชั่วโมง พร้อมระบบชาร์จไว 10 นาที ใช้งานได้ 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ บริเวณเคสชาร์จยังมาพร้อม "ปุ่มหมุนอัจฉริยะ (Smart Dial)" สำหรับควบคุมระดับเสียงและเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Gemini ได้อีกด้วย
สำหรับ CMF Clip Pro นำเสนอใน 3 สี ได้แก่ Light Grey, Dark Grey และ Coral วางจำหน่ายในราคา 3,999 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป (สำหรับสี Light Grey คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางเดือนตุลาคม) นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเตรียมเปิดตัว Buds Pro 2 สีใหม่ และหูฟังรุ่นเริ่มต้นน้องเล็กอย่าง Buds Neo ในราคาเริ่มต้น 1,099 บาท


