ฟอร์ติเน็ต (Fortinet) เผยสถานการณ์ตลาดความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ไทยโค้งสุดท้ายปี 2026 พบมีการเติบโตชัดเจนต่อเนื่องจากปี 2025 ที่ผ่านมา ชี้ปัจจัยหลักดันเงินสะพัดในตลาดไม่ได้มาจากกระแสตั้ง Data Center ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่องค์กรไทยปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมุ่งพึ่งพา Firewall มาเป็นการใช้ระบบโซลูชันที่มีฟีเจอร์เพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคามยุค AI และความเร็วระดับ Machine Speed
ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและลาว ฟอร์ติเน็ต เผยว่าตลาด Cybersecurity ในไทยปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,064 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี คาดการณ์ว่าปีนี้จะทะลุ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,717 ล้านบาท โดยส่วนตัวพบว่าหลายองค์กรเพิ่มงบประมาณเพื่อป้องกันภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นเท่าตัว
"สัดส่วนการใช้จ่ายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรไทย ขยับขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่น้อยกว่า 3% ขึ้นมาแตะ 5% – 10% ของงบ IT Spending ทั้งหมด"
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติอเมริกันอย่าง Fortinet นั้นสร้างชื่อจากการเน้นสร้างกำแพงและระบบตรวจจับอัจฉริยะเพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์เข้ามาขโมยข้อมูล โจมตีระบบ หรือล่มเว็บไซต์ขององค์กรต่างๆ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นตํานานและสร้างชื่อเสียงให้มากที่สุดคือ FortiGate ซึ่งเป็นไฟร์วอลล์ยุคใหม่ที่แทบทุกองค์กรใหญ่ในไทยต้องมีติดห้อง Server ไว้ ล่าสุด Fortinet คาดว่าจะกวาดรายได้รวมทั่วโลก 8,020 - 8,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด 19% จากปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่แฮกเกอร์เก่งขึ้นเรื่อยๆ ทุกบริษัททั่วโลกยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ Fortinet มาดูแลความปลอดภัย
สำหรับประเทศไทย ศุภกรเผยว่าผลประกอบการของ Fortinet Thailand เติบโตจนขยับขึ้นมาเป็นตลาดอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ ส่งผลให้บริษัทขยายการลงทุนเพิ่มทีมฝ่ายขายในไทยอีก 30% เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
“แรงหนุนส่วนหนึ่งมาจากภาครัฐและ Supply Chain ของธุรกิจในประเทศ ทั้งมีการผลักดันแนวปฏิบัติหรือไกด์ไลน์จาก สกมช. (NCSA) และการตั้งทีมเฝ้าระวังภัยไซเบอร์เฉพาะอุตสาหกรรม ประกอบกับมาตรฐานบังคับระดับสากล เช่น มาตรฐานโรงงาน OEM จากญี่ปุ่น ที่บังคับให้ภาคการผลิตไทยต้องลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์ตั้งแต่วันแรกของการทำ Digital Transformation”
ดร.ศุภกร ระบุว่าการเติบโตของตลาด Cybersecurity ไทยในปี 2026 กับการบูมแรงของกระแสการตั้ง Data Center ในประเทศนั้น มีส่วนทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวข้องกัน โดยยอมรับว่าการที่ประเทศไทยมี Data Center และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น ช่วยดึงดูดให้องค์กรนำ Workload ของระบบและแอปพลิเคชันต่าง ๆ มาลงให้บริการในประเทศมากขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความต้องการระบบความปลอดภัยไซเบอร์ตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ตัวการหลักที่ทำให้เงินสะพัดในตลาด ไม่ได้มาจากตัว Data Center เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่องค์กรไทยปรับเปลี่ยนมุมมองด้าน Security Operations (SecOps) ใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือเปลี่ยนจากการพึ่งพา Firewall เพียงอย่างเดียว โดยองค์กรเริ่มตระหนักว่า Firewall เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคามยุค AI และความเร็วระดับ Machine Speed ส่วนที่ 2 คือการรวมศูนย์การบริหารจัดการ (Consolidation) จากเดิมที่เคยซื้ออุปกรณ์แยกย่อยต่างยี่ห้อกัน จนบริหารจัดการยาก องค์กรไทยหันมารวมอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้ง Firewall, Endpoint, EDR, SIEM, SOAR) ให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย Security Fabric ถักทอเป็นผืนเพื่อบริหารจัดการและควบคุมความปลอดภัยทั้งหมดจากจุดเดียว
ในส่วนของ Fortinet เอง บริษัทมีการลงทุน Data Center ในประเทศไทย โดยจัดตั้ง SASE PoP เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมากของบริการความปลอดภัยบนคลาวด์ (Unified SASE) ทำให้ Fortinet ตัดสินใจลงทุนตั้ง SASE PoP เป็นโหนดบริการประมวลผล Data Center สำหรับ SASE ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ช่วยตอบสนองต่อปริมาณการใช้งานของลูกค้าองค์กรในไทยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เมื่อถามถึงแนวโน้มการบริหารจัดการ Data Center, Cloud และการควบคุมต้นทุนขององค์กรไทย ศุภกรไฮไลท์ที่การดูแลภาระค่าใช้จ่ายเมื่อส่ง Data ขึ้น Cloud Data Center ทั้งหมด โดยอธิบายว่าหากองค์กรเลือกส่ง Traffic และข้อมูลทั้งหมดขึ้นไปประมวลผลบน Cloud Data Center จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจำเป็น Fortinet จึงมุ่งนำเสนอแนวทางสมดุลระหว่าง Cloud, Network และ Edge โดยการฝังความสามารถ AI และ Security ไว้ที่อุปกรณ์ Edge เพื่อประมวลผลและป้องกันภัยคุกคามในระดับท้องถิ่นได้ทันที โดยไม่ต้องส่งข้อมูลทั้งหมดกลับขึ้น Cloud Data Center ซึ่งช่วยให้องค์กรประหยัดและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยิ่งในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศุภกรย้ำว่าแฮกเกอร์สามารถใช้ AI สแกนและพยายามเจาะทุกอุปกรณ์ที่มี IP Address และเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต โดยไม่เกี่ยงช่องทาง จุดที่ควรระวังคือช่องโหว่ของ IoT หรือระบบอินเทอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่งที่มีจำนวนมหาศาล เช่น อาคารธนาคารแห่งเดียวมีจุด IoT ถึง 600,000 จุด และระบบจัดการ Management Portal มักอยู่บน Cloud จึงกลายเป็นเป้าการโจมตี
ศุภกรยังชี้ถึงความเสี่ยงในระบบ OT (Operational Technology) ว่าเดิมทีระบบ OT มักใช้นโยบายตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต แต่พบว่ามักมีแฮกเกอร์หรือแรนซอมแวร์ซ่อนตัวอยู่ภายในนับ 10 ปี โดยแอบติดเข้ามาทางบุคคลที่ 3 ทางช่างเทคนิกที่เข้ามาอัปเดต Firmware หรือการเสียบอุปกรณ์ภายนอก ซึ่งปัจจุบันโจทย์ธุรกิจยุค Smart Grid, Smart Factory, และ Industry 5.0 บังคับให้ต้องนำ Data จากระบบ OT ออกมาทำ Big Data Analytics จึงไม่สามารถ Disconnect แบบ 100% ได้อีกต่อไป เบื้องต้นมองว่าทางออกของปัญหานี้คือการทำ Segmentation หรือการกั้นโซนการทำงานที่ Fortinet เน้นการนำ Firewall และ Sensor ไปวางขวางระหว่างโซน เพื่อคัดกรอง Traffic โดยไม่ต้องปิดกั้นการเชื่อมต่อทั้งหมด
ในอีกด้าน ศุภกรชี้ว่าโรงงานอุตสาหกรรมไทยหลายแห่งถูกบังคับด้วยมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ใหม่จากกระทรวงพาณิชย์ญี่ปุ่น เนื่องจากหากโรงงานถูกแฮกจนหยุดการผลิตเป็นเดือน จะส่งผลกระทบต่อ Supply Chain ทั้งหมด ทำให้กลุ่ม Manufacturing ตื่นตัวปรับมาทำ Cyber Security ตั้งแต่วันแรกของการทำ Transformation
อีกเทรนด์ที่ศุภกรเห็นชัดในปีนี้ คือการยืนยันตัวตนหลายชั้นแบบ Multi-Factor Authentication (MFA) แม้จะเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ต้องทำ แต่ปัจจุบันแฮกเกอร์สามารถดักขโมยข้อมูลหรือ Hijack Session การใช้งานกลางทางได้แม้จะผ่าน MFA แล้วก็ตาม ภาวะนี้มีผลต่อหลักการ Zero Trust คือองค์กรไม่เชื่อใจการเชื่อมต่อใด ๆ และต้องทำการยืนยันตัวตนการเข้าถึงตลอดเวลา คู่กับการคำนวณ Risk Score ตรวจสอบบริบทของการเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งสถานที่เชื่อมต่อ, ช่วงเวลา, ความปลอดภัยของอุปกรณ์ และพฤติกรรมผิดปกติในการขนข้อมูลออก เพื่อให้ระบบตัดสินใจ บล็อก หรือจำกัดสิทธิ์ทันที
ที่สำคัญ Zero Trust ยังไม่ควรใช้แค่กับการยืนยันตัวตนของมนุษย์เท่านั้น แต่ควรรวมถึงการตรวจสอบพฤติกรรมของ AI Agent Identity ที่คุยระหว่าง AI กับ AI อีกด้วย นอกจากนี้ องค์กรยังควรเตรียมความพร้อมรับมือ Post-Quantum Cryptography (PQC) หรือความเสี่ยงจาก Quantum Computer เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพในการถอดรหัส (Decryption) อัลกอริทึมเดิมได้ ทำให้เกิดภัยคุกคามประเภท Harvest Now, Decrypt Later หรือการดักเก็บข้อมูลไว้ก่อน แล้วค่อยนำมาถอดรหัสเมื่อควอนตัมพร้อม
“วันนี้ กลุ่ม FSI/Banking ตื่นตัวด้วยการเริ่มทำ Assessment และจัดทำ Crypto Inventory เพื่อสำรวจว่าในระบบมีการใช้อัลกอริทึมถอดรหัสที่ไม่ปลอดภัยจุดใดบ้าง ในส่วนของ Fortinet เราพัฒนา PQC รองรับไว้ในระบบปฏิบัติการ FortiOS ตั้งแต่เวอร์ชัน 7.6 ซึ่งพัฒนาตั้งแต่ปี 2022 ลูกค้าที่ใช้ Firewall / Security Gateway หรือ ZTNA ของ Fortinet เพียงแค่อัปเกรดเป็น FortiOS 7.6 ขึ้นไป และเปิดใช้งาน PQC Encryption ที่ตัว Gateway ก็จะป้องกันทางเข้าออกองค์กรต่อภัยควอนตัมได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”
ศุภกรเผยว่า Top 3 ผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งของ Fortinet ในปีนี้ยังเป็น Security Operations (SecOps) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI รองลงมาคือกลุ่ม Unified SASE ซึ่งตลาดเติบโตมาก จน Fortinet ตัดสินใจลงทุนตั้ง SASE Point of Presence (PoP) ในประเทศไทย นอกนั้นคือระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับระบบ OT ซึ่งเติบโตสูงมากจากการตื่นตัวของภาคอุตสาหกรรมและโรงงาน
สัดส่วนรายได้ของ Fortinet วันนี้ มีรายได้จากตัวผลิตภัณฑ์อยู่ที่ราว 33% นอกนั้นเป็นรายได้จากธุรกิจบำรุงรักษา (MA) และรายได้จากบริการ บริษัทเชื่อว่าจุดได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทคือการมีการผลิตชิปประมวลผล และพัฒนา OS เองในบริษัท ทำให้ราคาไม่พุ่งสูงตามราคาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในตลาด ขณะเดียวกันก็มีสถาปัตยกรรมครอบคลุมทั้ง Cloud, Network, และ Edge Devices ทำให้ช่วยบริหารจัดการต้นทุนการส่ง Data ขึ้น Cloud ได้เหมาะสมกว่า
แม้ทุกอย่างจะดูสวยงาม แต่ Fortinet ยังเห็นข้อจำกัดและอุปสรรคทางธุรกิจในตลาดภาครัฐ เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขาดความยืดหยุ่น เมื่อราคาฮาร์ดแวร์และเซิร์ฟเวอร์ในตลาดพุ่งขึ้นสูงกว่า 50% ทำให้หลายโครงการไม่สามารถจัดซื้อระบบใหม่พร้อมกันได้ ต้องใช้วิธีต่ออายุ MA ของอุปกรณ์เดิมไปก่อน Fortinet จึงปรับกลยุทธ์หันมาโฟกัสตลาดภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงิน ที่คิดเป็น 23% ของตลาดรวม รวมถึงกลุ่มโทรคมนาคม พลังงาน ค้าปลีก ภาคการผลิต และกลุ่มผู้ให้บริการ Manage Services (MSSP) ที่ซื้อโซลูชันไปให้บริการต่อแบบรายเดือน
สรุปแล้ว เงินสะพัดในตลาดไซเบอร์ซีเคียวริตี้ไทยปี 2026 จึงเกี่ยว (และไม่เกี่ยว) กับกระแสตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นกระแสร้อนแรงมาตลอดปี.


