xs
xsm
sm
md
lg

ไมโครซอฟท์ ยกเครื่อง ‘Copilot’ ดึง Agent 365 คุมความปลอดภัย-ต้นทุน AI องค์กร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศยกเครื่อง Copilot เผยยอดการใช้งานประจำวันเติบโตขึ้นถึง 8 เท่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัว 3 เสาหลักใหม่ ได้แก่ Home, Code และ Autopilot หวังผสาน AI ทำงานเชิงรุกเคียงข้างมนุษย์ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่แพลตฟอร์ม Agent 365 คุมความปลอดภัยและบริหารจัดการงบประมาณระดับองค์กร

สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไมโครซอฟท์ เปิดเผยว่า ทิศทางการออกแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของไมโครซอฟท์มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือการออกแบบให้ AI เข้าไปผสานอยู่ในกระแสการทำงานจริงของมนุษย์

โดยที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ถือเจตจำนงและทิศทางการสั่งการ เพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างสรรค์งาน ขณะที่ประการที่สอง คือการรักษาอำนาจควบคุมขององค์กร เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลเชิงลึกและองค์ความรู้สำคัญขององค์กรรั่วไหลออกไปสู่ภายนอก


ส่ง ‘Agent 365’ คุมเข้มความปลอดภัย ผนึก Work IQ เชื่อมคลังข้อมูล

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘Agent 365’ สำหรับการกำกับดูแลเอเจนต์ AI ภายในองค์กรผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ 1.ฝ่ายปฏิบัติการไอที (ITOps) ทำหน้าที่กำหนดตัวตน (Identity) ให้แก่ทุกเอเจนต์ พร้อมระบบตรวจติดตามพฤติกรรมการทำงาน (Behavioral Monitoring) แบบเรียลไทม์ให้สอดคล้องตามนโยบายองค์กร


2.ระบบรักษาความปลอดภัย (SecOps) ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยทั้งเชิงรุกและเชิงรับด้วยความเร็วระดับเครื่องจักร เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากข้อมูลรั่วไหล (Data Exfiltration) และ 3.การบริหารจัดการต้นทุน (FinOps) เครื่องมือควบคุมงบประมาณและการใช้โทเคน (Token) เพื่อให้องค์กรสามารถประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ได้อย่างโปร่งใส


นอกจากนี้ ยังได้พัฒนา ‘Work IQ’ เพื่อดึงบริบทข้อมูลภายในองค์กรมาประมวลผล โดยเชื่อมต่อฐานข้อมูล Microsoft 365, Microsoft Fabric และระบบจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดเข้ากับระบบโมเดลที่มีความยืดหยุ่น ช่วยให้องค์กรสามารถประเมินผลภายใน และสลับเปลี่ยนโมเดลได้อย่างอิสระโดยไม่สูญเสียความปลอดภัยของข้อมูล

ยอดใช้งานโต 8 เท่า เจาะลึก 3 หมุดหมายใหม่


ขณะที่ จาค็อบ แอนเดรียว (Jacob Andreou) ผู้บริหารทีมผลิตภัณฑ์ Copilot ชี้ว่า คอขวดของ AI ในปัจจุบันคือการกระจายเทคโนโลยีไปสู่ผู้ใช้งานจริงในวงกว้าง ซึ่งจากการผสานระหว่างเวอร์ชันผู้ใช้งานทั่วไปและองค์กรเข้าด้วยกัน ส่งผลให้โคไพลอตตอบสนองเร็วขึ้น 25% และมียอดการใช้งานประจำวันเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 8 เท่าในช่วงปีที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัว 3 ฟังก์ชันการทำงานหลักเพื่อตอบโจทย์กระบวนการทางธุรกิจยุคใหม่ ประกอบด้วย ศูนย์กลางการทำงาน (Home) และ Office in Copilot หน้าต่างการทำงานรูปแบบใหม่ที่รวบรวมระบบแชตและพื้นที่ทำงาน (Workspace) ไว้ในจุดเดียว


โดยมีฟังก์ชันเด่นอย่าง ‘Today’ แดชบอร์ดอัจฉริยะที่ช่วยรวบรวมอีเมลจาก Outlook, ตารางนัดหมาย, ข้อความใน Teams และงานค้างมาประมวลผลเชิงรุกเพื่อร่างคำตอบหรือแจ้งเตือนงานสำคัญ อีกทั้งยังยกขีดความสามารถเต็มรูปแบบของ Word, Excel และ PowerPoint เข้ามาไว้ในหน้าต่างโคไพลอตโดยตรง ผู้ใช้จึงสามารถวิเคราะห์ข้อมูลลงตาราง Excel, ติดตามประวัติการแก้ไขเอกสาร (Track Changes) ร่วมกับทีมงาน หรือแปลงข้อมูลเป็นสไลด์ PowerPoint ได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับหน้าจอโปรแกรม


ระบบสร้างโซลูชันสำหรับทุกคน (Code in Copilot) เครื่องมือทลายข้อจำกัดด้านการเขียนโปรแกรมของพนักงานทั่วไป โดยไม่ต้องพึ่งพา Command Line หรือการติดตั้งระบบที่ซับซ้อน เพียงอธิบายความต้องการเป็นภาษาทั่วไป ระบบจะสร้างแอปพลิเคชัน ตัวติดตามผล, แดชบอร์ด หรือเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติขึ้นมาบนระบบคลาวด์ภายในสภาพแวดล้อมปิด ขององค์กร พร้อมเชื่อมต่อกับ Work IQ รวมถึงระบบ Dynamics 365 และ Power BI โดยอัตโนมัติ



ปิดท้ายที่เพื่อนร่วมงานดิจิทัล (Autopilot) การเปิดตัวเอเจนต์อัตโนมัติระยะยาวเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของโมเดลเอเจนต์อิสระที่ควบคุมยาก โดย Autopilot จะมีตัวตน อีเมล หน่วยความจำ และพื้นที่ทำงานส่วนตัวภายใต้การกำกับดูแลของ Agent 365 สามารถทำงานร่วมกับทีมงานผ่านการแท็กชื่อ (@mention) ใน Teams, Outlook หรือไฟล์เอกสาร พร้อมทั้งทำงานเชิงรุกได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจจับปัญหา วิเคราะห์ความเสี่ยงในกระบวนการทำงาน ประสานงานหาทางออก และส่งรายงานสรุปให้ผู้บริหารได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของความคืบหน้าด้านการให้บริการ ปัจจุบันฟังก์ชัน Office in Copilot, Code และ Autopilot ได้เริ่มเปิดให้กลุ่มลูกค้าองค์กรในโครงการ Frontier ทดลองใช้งานแล้ว และมีกำหนดการที่จะทยอยเปิดให้ใช้งานในวงกว้างเร็วๆ นี้