ชาวเน็ตแห่ชม 'กรมอุตุนิยมวิทยา' ปรับภาษาพยากรณ์อากาศใหม่ อ่านง่าย เข้าใจไว หลังนายกฯ สั่งสื่อสารร้อน-ฝน-หนาวให้ประชาชนรู้ทัน เตรียมรับมือได้ตรงพื้นที่
หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นอกจากปัญหาการระบายน้ำและการรับมือสถานการณ์แล้ว อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงตามมาคือ "การสื่อสารข้อมูลสภาพอากาศ" ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และอ่านแล้วเข้าใจทันทีว่าพื้นที่ของตัวเองกำลังเผชิญกับอะไร
เมื่อวันที่ 27 ก.ย.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม หลังในช่วง 2-3 วันก่อนหน้า หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก
ภายหลังการประชุม นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการรับมือสถานการณ์รวม 14 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นให้รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ พร้อมแจ้งประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมกำหนดให้กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานหลักในการให้ข้อมูลและนำเสนอสภาพภูมิอากาศด้วยข้อความที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย
ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรุงเทพมหานครรับหน้าที่หลักด้านการแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ ส่วนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเชื่อมข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศกับสถานการณ์น้ำ เพื่อให้การแจ้งเตือนและการรับมือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ข้อสั่งการดังกล่าวทำให้เรื่อง "ภาษาพยากรณ์อากาศ" ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมา ข้อมูลจากหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาจำเป็นต้องมีรายละเอียดทางวิชาการ ทั้งเรื่องร่องมรสุม หย่อมความกดอากาศต่ำ ทิศทางลม ปริมาณฝน และพื้นที่เสี่ยง แต่เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาสื่อสารบนโซเชียลมีเดียโดยตรง ประชาชนทั่วไปอาจต้องตีความต่ออีกชั้นว่า สรุปแล้วฝนกำลังตกที่ไหน จะมาถึงพื้นที่ตัวเองหรือไม่ และต้องเตรียมรับมืออย่างไร
จุดนี้แตกต่างจากเพจพยากรณ์อากาศหรือเพจติดตามฝนของภาคเอกชนหลายแห่ง ซึ่งมักนำข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยามาเล่าใหม่ด้วยภาษาที่สั้นและตรงขึ้น โดยให้ความสำคัญกับชื่อพื้นที่ ช่วงเวลา ทิศทางของกลุ่มฝน และผลกระทบที่ประชาชนอาจเจอ ทำให้ผู้ติดตามสามารถอ่านแล้วนำข้อมูลไปใช้วางแผนได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจศัพท์วิชาการทั้งหมดก่อน
อย่างไรก็ตาม จุดต่างไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีข้อมูลมากกว่าหรือพยากรณ์แม่นกว่า แต่เป็นเรื่องของ "วิธีเล่า" ข้อมูลชุดเดียวกันให้เหมาะกับพฤติกรรมของคนบนโซเชียล เพราะในช่วงฝนตกหนัก คำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบมักตรงไปตรงมา เช่น ตอนนี้ฝนอยู่ที่ไหน กำลังเคลื่อนไปทางใด พื้นที่ของตัวเองยังต้องระวังหรือไม่ และควรเดินทางในช่วงเวลานั้นหรือเปล่า
หลังมีข้อสั่งการจากรัฐบาล กรมอุตุนิยมวิทยาได้ปรับรูปแบบการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นกันเองมากขึ้น โดยในช่วงเย็นวันที่ 27 ก.ย. มีการโพสต์แจ้งสถานการณ์ฝนในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และปทุมธานี ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า "กทม. + สมุทรปราการ ยังตกๆ หยุดๆ ปทุมธานี รอบนี้ฝนผ่านไปแล้วค่ะ" พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่ที่ยังมีฝนให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง
ข้อความดังกล่าวแตกต่างจากรูปแบบพยากรณ์อากาศทางการที่มักอธิบายภาพรวมของระบบอากาศก่อนเข้าสู่รายละเอียดรายพื้นที่ เพราะครั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยาเลือกบอกสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการรู้ก่อนว่า พื้นที่ใดยังมีฝน และพื้นที่ใดกลุ่มฝนเคลื่อนผ่านไปแล้ว
หลังปรับรูปแบบการสื่อสาร กระแสตอบรับบนโซเชียลเป็นไปในทิศทางบวก โดยชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปกดไลก์และแสดงความคิดเห็นชื่นชมการปรับตัวของกรมอุตุนิยมวิทยา หลายความเห็นมองว่า ภาษาที่ใช้ครั้งนี้อ่านง่าย เป็นกันเอง และทำให้เข้าใจสถานการณ์ฝนในแต่ละพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่บางส่วนยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และอยากให้รักษารูปแบบการสื่อสารลักษณะนี้ต่อไป
กระแสตอบรับดังกล่าวสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ได้มีเพียงข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบการนำเสนอที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะข้อมูลสภาพอากาศที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเดินทาง การทำงาน และการเตรียมรับมือในชีวิตประจำวัน
การปรับภาษาให้เข้าใจง่ายไม่ได้หมายความว่ารายละเอียดทางวิชาการไม่มีความสำคัญ เพราะข้อมูลเกี่ยวกับระบบอากาศ ปริมาณฝน หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดฝนยังจำเป็นต่อการพยากรณ์และการประเมินความเสี่ยง แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การจัดลำดับข้อมูล โดยนำสิ่งที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้ขึ้นมาก่อน แล้วจึงตามด้วยรายละเอียดสำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือภัยพิบัติ การแจ้งเตือนจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องความแม่นยำและความรวดเร็วของข้อมูล แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจได้ทันทีว่า พื้นที่ของตัวเองกำลังเจอกับอะไร และควรเตรียมตัวอย่างไร
ข้อมูลที่สั้น ชัด และตรงพื้นที่ สามารถช่วยให้ประชาชนตัดสินใจเรื่องการเดินทางหรือการรับมือสถานการณ์ได้เร็วขึ้น ขณะที่การปรับรูปแบบการสื่อสารของกรมอุตุนิยมวิทยาครั้งนี้ จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำข้อมูลทางวิชาการมาแปลงเป็นภาษาที่ใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น โดยยังคงสาระสำคัญของการพยากรณ์และการแจ้งเตือนไว้ครบถ้วน


