เกาะติดงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐ (State Dinner) ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันที่ 24 กันยายน 2026 ที่กลายเป็นเวทีรวมตัวของผู้นำองค์กรเทคโนโลยีระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปี เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน และภริยา เผิง ลี่หยวน โดยมีซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
ผู้บริหารระดับสูงที่เดินทางเข้าร่วมงานประกอบด้วยบุคคลสำคัญในวงการเทคโนโลยีแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงกลุ่มอวกาศและการบิน ได้แก่ ไมเคิล เดลล์ ซีอีโอ Dell Technologies พร้อมภริยา ซูซาน เดลล์, ซานเจย์ เมห์โรตรา ซีอีโอ Micron Technology พร้อมภริยา, แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI, เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon พร้อมคู่หมั้น ลอเรน แซนเชซ
ยังมี เคลลี ออร์ตเบิร์ก ซีอีโอ Boeing, ซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอ Google และ Alphabet, เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia พร้อมภริยา ลอรี หวง, ทิม คุก ประธานคณะกรรมการบริหาร Apple, อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla, เอริก ยวน ซีอีโอ Zoom Video Communications, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta, สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft และคริสเตียโน อามอน ซีอีโอ Qualcomm
จากภาพที่ถูกบันทึกโดยรอยเตอร์ โลกได้เห็นบรรยากาศการพบปะพูดคุยกันระหว่างผู้บริหาร เช่น แซม อัลต์แมน สนทนากับ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ระหว่างงานเลี้ยง สะท้อนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแม้จะเป็นคู่แข่งกันในตลาด
การที่ซีอีโอจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเกือบทุกสาขา ทั้งชิป ซอฟต์แวร์ AI คลาวด์ และฮาร์ดแวร์ ปรากฏตัวพร้อมกันในงานเลี้ยงรับรองผู้นำจีน สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเทคโนโลยีและการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงเป็นวาระสำคัญระดับชาติ โดยเฉพาะในบริบทที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI เป็นประเด็นอ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง การเข้าร่วมงานของผู้บริหารเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณทางการทูตและเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ
สำหรับภาคธุรกิจเทคโนโลยี การปรากฏตัวในงานระดับนี้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้สร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการค้า การลงทุน และข้อตกลงด้านเทคโนโลยีในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นการส่งออกชิปและความร่วมมือด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และราคาสินค้าเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน.


