xs
xsm
sm
md
lg

สมาร์ทแวร์เฮาส์ไต้หวัน ‘OMEGA 1’ บุกไทย พลิกโฉมคลังสินค้าด้วยเทคฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากข้อจำกัดในแง่การบริหารจัดการภายในคลังสินค้า (Warehouse) ในรูปแบบเดิมๆ ทำให้ที่ผ่านมาการแข่งขันในตลาดนี้อยู่ที่ทำเลพื้นที่ในการให้บริการเป็นหลัก แต่ในไต้หวัน ALP ได้เริ่มเข้ามาพลิกรูปแบบการให้บริการคลังสินค้าด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ Smart Warehouse ที่เติบโตรวดเร็วมากที่สุดในเวลานี้

ขีดจำกัดสำคัญของการลงทุนสร้างแวร์เฮาส์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะอยู่กับความสูงของคลังสินค้าที่ถูกจำกัดด้วยความสูงในการยกถาดสินค้าของรถโฟล์คลิฟท์ ทำให้ส่วนใหญ่จะสร้างที่ความสูงไม่เกิน 15 เมตร ขณะที่ OMEGA 1 ที่มีการนำเทคโนโลยีขนถ่ายสินค้าอัจฉริยะมาใช้งาน ทำให้สามารถสร้างได้สูงถึง 40 เมตร และกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้ ‘สมาร์ทแวร์เฮาส์’ แห่งกำลังจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจคลังสินค้า

นายชาลี ฉาง ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอลลี่ โลจิสติกส์ พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ALP ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์อัจฉริยะ OMEGA 1 Bangna ให้สัมภาษณ์ว่า อนาคตของธุรกิจโลจิสติกส์ไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่คลังสินค้ามากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

โดยมองว่าคลังสินค้าแบบดั้งเดิมมีมานานกว่า 40–50 ปี แต่มักมองเพียงมิติของอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นการสร้างอาคารให้เช่า ในขณะที่ ALP พัฒนาโครงการจากมุมมองของบริษัทเทคโนโลยี ด้วยการออกแบบระบบอัตโนมัติและไอทีก่อนแล้วจึงสร้างอาคารครอบลงไป เปรียบเสมือนการเปลี่ยนผ่านจากโทรศัพท์มือถือยุค Nokia เข้าสู่ยุค iPhone


สำหรับโครงการ “OMEGA 1 Bangna” คลังสินค้าอัจฉริยะยุคใหม่บนพื้นที่รวมกว่า 260,000 ตารางเมตร ในทำเลยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจบางนา–EEC รองรับการจัดเก็บได้มากกว่า 160,000 ตำแหน่งพาเลท กำลังจะก้าวขึ้นเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พร้อมเข้ามาช่วยลดความท้าทายในเรื่องปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการรับสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยการนำระบบอัตโนมัติมาใช้งาน ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้รวดเร็วขึ้น ด้วยค่าเช่าในอัตราเดียวกับราคาตลาดของคลังสินค้าทั่วไป เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากล้าเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ALP จะเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการอาคาร ฮาร์ดแวร์ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ ตลอดจนงานบำรุงรักษาทั้งหมด ขณะที่ผู้เช่าจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง แทนการซื้อระบบ ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแบกรับภาระและระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานจากการลงทุนระบบอัตโนมัติแบบดั้งเดิม

ภายใน “OMEGA 1 Bangna” จะมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจทั้ง ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายแนวตั้งอัตโนมัติ (AS/RS) สูง 40 เมตร ก้าวข้ามข้อจำกัดของคลังสินค้าดั้งเดิมที่สร้างได้สูงเพียง 10–13 เมตร เนื่องจากระยะเอื้อมของรถโฟล์กลิฟต์ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บสูงสุด และช่วยลดการพึ่งพาแรงงานคนลงได้มากกว่า 50%


ขณะเดียวกัน ยังยกระดับความเร็วในการจัดการสินค้าขึ้น 3 เท่า ด้วยระบบเครน AS/RS ความเร็วสูง ปฏิบัติการได้เร็วกว่าการใช้รถโฟล์กลิฟต์และแรงงานคนถึง 3 เท่า พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงขึ้น 35% ขณะที่ความผิดพลาดในการหยิบสินค้าใกล้เคียง 0% ช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความผิดพลาดจากแรงงานคนมีต้นทุนในการแก้ไขแพงกว่าปกติถึง 3 เท่า

นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ ALPOS แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์เฉพาะของ ALP ที่เชื่อมต่อระบบบริหารคลังสินค้า (WMS), หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกันในแพลตฟอร์มข้อมูลเดียวอย่างไร้รอยต่อ พร้อมแดชบอร์ดตรวจสอบสถานะสินค้าและการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ภายใต้การออกแบบตามมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล LEED Gold

ปิดท้ายที่โมเดล Co-Sharing ย่นระยะห่วงโซ่อุปทาน ออกแบบในลักษณะคล้าย Co-working Space รองรับทั้งสินค้าอุณหภูมิปกติ (Ambient) และห้องเย็น (Cold Chain) เปิดทางให้หลายแบรนด์สามารถใช้งานระบบ AS/RS ร่วมกันและโอนกรรมสิทธิ์สินค้าภายในอาคารได้ทันที เช่นเดียวกับกรณีศึกษาในไต้หวันที่ 7-Eleven และ Coca-Cola อยู่ภายใต้อาคารเดียวกัน ช่วยตัดขั้นตอนการขับรถขนส่งข้ามเมือง และลดปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของ ALP ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนและสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก อาทิ CapitaLand Investment Limited, Cathay Life Insurance ยักษ์ใหญ่สถาบันการเงินแห่งไต้หวัน, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่งชาติมาเลเซีย (EPF) รวมถึง พฤกษา โฮลดิ้ง (Pruksa Holding) ในประเทศไทย

โดยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ALP และพันธมิตรได้ลงทุนสะสมรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 7 หมื่นล้านบาท) พร้อมร่วมลงทุนในกองทุน CapitaLand SEA Logistics Fund มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 400 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อรองรับการขยายเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาค


สำหรับโครงการ OMEGA 1 Bangna ใช้งบประมาณลงทุนราว 10,000 ล้านบาท จากพันธมิตรต่างๆ และแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส โดยเฟสที่ 1 มีกำหนดเริ่มเปิดดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ (คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของพื้นที่โครงการ)

ขณะที่เฟสที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า และเฟสที่ 3 จะแล้วเสร็จช่วงไตรมาสที่สามของปีหน้า พร้อมกันนี้ ALP ยังมีแผนที่จะขยายพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มเติมต่อเนื่องปีละ 1 แห่ง โดยเล็งทำเลศักยภาพอย่างย่านวังน้อย หรือในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง