เรียล สมาร์ท มองปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านจุดทดลองมาแล้ว ตอนนี้คือยุคของการใช้งานจริง ย้ำหัวใจของการขยายการใช้งาน AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ 3 ปัจจัยทั้งข้อมูล – ระบบ – ทีมงาน เตือนอย่าคิดว่าทดลอง AI สำเร็จจะแปลว่าองค์กรพร้อมใช้ ชี้ไม่เชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการหลักขององค์กร ผลลัพธ์จะจำกัดอยู่แค่บางจุด
ดร. ณรงค์ทัศน์ ธัญญเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองใช้งาน แต่หลายภาคธุรกิจมีการนำมาใช้อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับธุรกิจ และ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการต้นทุนของธุรกิจ
ดร. ณรงค์ทัศน์ ยังเน้นว่าหัวใจสำคัญในการ scale AI ต้องมองมากกว่า Model หรือ Technology แต่ต้องให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลักคือ เรื่องของ ข้อมูล (Data), ระบบ (System), และ ทีมงาน (Human) รวมถึงความต้องการที่แท้จริงขององค์กรว่าต้องการนำไปใช้ในด้านไหน เพราะ AI Pilot ที่สำเร็จ ยังไม่เท่ากับ Enterprise AI ที่พร้อมใช้งานจริง และเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้ AI สามารถสร้าง Business Impact ได้อย่างต่อเนื่อง
“องค์กรอาจมี AI หลายระบบหรือใช้เครื่องมือหลายประเภทในแต่ละหน่วยงาน แต่หากระบบเหล่านั้นยังทำงานแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลหรือกระบวนการหลักขององค์กร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในบางขั้นตอน"
บริษัท ด้าน AI Transformation & Solution และ AI-Data Driven Technology อย่าง เรียล สมาร์ท มองว่าการเปลี่ยน AI Pilot ไปสู่การเป็น Enterprise AI ที่พร้อมใช้งานได้จริง คือต้องออกแบบให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงตั้งแต่โจทย์ทางธุรกิจ ข้อมูล ระบบเดิม ไปจนถึงกระบวนการตัดสินใจและการปฏิบัติงาน หรือ ที่เรียกว่า AI Transformation ในทุกกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง
"ข้อมูล ระบบ และ ทีมงาน คือ หัวใจสำคัญในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่นำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงาน และ นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และ สร้างโอกาสธุรกิจได้อย่างจริงจัง” ดร.ณรงค์ทัศน์ กล่าว
เรียล สมาร์ท ย้ำว่าภาคธุรกิจในปัจจุบันได้มีการทดลองนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในหลายด้าน โดยเฉพาะการนำมาใช้ในการเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงการนำมาใช้ในการวางแผนงานของธุรกิจ
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Amazon ที่ใช้ AI ในการแนะนำสินค้าให้กับลูกค้า โดยอ้างอิงจากประวัติการเข้าชม ประวัติการสั่งซื้อ และ สินค้าในตะกร้า เป็นการช่วยเพิ่มโอกาสในการทำการขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกัน ช่วยในการเพิ่มยอดขายให้กับ Amazon ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เฉลี่ยที่ 19-20% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2568
ขณะที่ Netflix ใช้ระบบอัลกอริทึม AI ในการแนะนำรายการและภาพยนตร์ให้กับผู้ใช้บริการโดยวิเคราะห์จากประวัติการรับชมและความชอบส่วนบุคคล ทำให้สามารถที่จะดึงดูดให้ผู้ใช้บริการของ Netflix ยังคงใช้งานแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง และ ลดอัตราการเลิกใช้งาน
ตามรายงานของ Antenna บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลและวิจัยตลาดสตรีมมิ่งชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า อัตราการยกเลิกการใช้งานของ Netflix เฉลี่ยอยู่ที่ 2% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการยกเลิกการใช้งานของธุรกิจประเภทเดียวกันที่อยู่ในอัตราเฉลี่ย 5%
สำหรับการเริ่มต้น AI Transformation ดร.ณรงค์ทัศน์ ชี้ว่าควรเริ่มจากการกำหนดปัญหาหรือเป้าหมายทางธุรกิจอย่างชัดเจน มากกว่าการเริ่มจากการเลือกเทคโนโลยี
"องค์กรควรพิจารณาว่ากระบวนการใดใช้ทรัพยากรมากเกินไป งานส่วนใดมีความซ้ำซ้อน ข้อมูลส่วนใดเข้าถึงได้ยาก หรือจุดใดของการดำเนินงานยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพเมื่อสามารถระบุปัญหาได้อย่างชัดเจน การเลือก Use Case และแนวทางการนำ AI มาใช้จะมีทิศทางมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น"
ในส่วนประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลเป็นสำคัญ องค์กรจึงจำเป็นต้องประเมินทั้งคุณภาพ โครงสร้าง การเข้าถึง และความปลอดภัยของข้อมูลก่อนนำ AI มาใช้งาน สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ Data Security, Privacy, Access Control และ AI Governance ตั้งแต่การกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล การควบคุมการใช้งาน AI ไปจนถึงการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับนโยบายและข้อกำหนดขององค์กร
ดังนั้น AI Transformation ที่เกิดผลจริงจึงควรเชื่อมโยงตั้งแต่ ปัญหาของธุรกิจ ข้อมูล AI Solution ที่เหมาะสม กระบวนการทำงาน (Workflow) และ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกัน AI จะไม่เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กร
“องค์กรที่เริ่มวางรากฐานและปรับตัวตั้งแต่วันนี้ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบใหม่ได้เร็วกว่า ขณะที่องค์กรที่ยังมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือแยกส่วน อาจต้องเผชิญกับโครงการที่ไม่สามารถขยายผล ความเสี่ยงด้านข้อมูล และการลงทุนที่ไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ"
ดร.ณรงค์ทัศน์ ทิ้งท้ายว่าในปัจจุบันมีหลายองค์กรที่นำ AI ไปใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ และ ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน และ ความไม่แน่นอน AI ในปัจจุบันจึงไม่ใช่ทางเลือกของภาคธุรกิจ แต่ เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องนำมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่เกิดขึ้น
"แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล และ ต้องถูกกำกับดูแลโดยทีมงานที่เข้าใจทั้งกระบวนการทำงานขององค์กร และ AI เพราะ AI ไม่สามารถทำงานได้เพียงลำพัง สุดท้ายแล้ว AI กับ คน ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม” ดร.ณรงค์ทัศน์ กล่าว.


