xs
xsm
sm
md
lg

วิเคราะห์ XPENG เปิดสายการผลิต "หุ่นยนต์สร้างหุ่นยนต์" แห่งแรกของโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จับตา "เสี่ยวเผิง" (XPENG) เปิดสายการผลิต "หุ่นยนต์สร้างหุ่นยนต์" แห่งแรกของโลก ปั้นฮิวแมนนอยด์ IRON แบบอัตโนมัติกว่า 80% โชว์ความแกร่งหุ่นยนต์ที่ผลิตเสร็จ สามารถเดินออกจากสายพานได้เองไม่ต้องลำเลียง

XPENG นั้นมีดีกรีเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของจีน การประกาศเปิดตัวสายการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น IRON ที่โรงงานในเมืองกว่างโจวนี้ถูกชูจุดเด่นว่าเป็นสายการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อัตโนมัติแห่งแรกของโลก ซึ่งขั้นตอนการผลิตหลักกว่า 80% ดำเนินการโดยเครื่องจักรอัตโนมัติทั้งหมด

เหอ เสี่ยวเผิง (He Xiaopeng) ประธานและซีอีโอของ XPENG อธิบายภาพรวมของสายการผลิตนี้ว่าเป็นการใช้หุ่นยนต์ ในการผลิตหุ่นยนต์โดยอัตโนมัติ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการประกอบหุ่นยนต์ต้นแบบด้วยมือ ไปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่ทำซ้ำได้ในปริมาณมาก ถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญแม้หุ่นยนต์ IRON จะยังไม่ได้ประกอบร่างกันเองตั้งแต่ต้นจนจบ แต่กระบวนการผลิตส่วนใหญ่นั้นดำเนินการโดยแขนกลอุตสาหกรรมและอุปกรณ์การผลิตอัตโนมัติต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกันในสายการผลิต

***XPENG ไม่ใช่รายแรก

XPENG ไม่ใช่รายแรกในจีนที่มีโรงงานลักษณะนี้ เพราะก่อนหน้านี้บริษัท Dongfang Precision และ Leju Robotics ได้เปิดสายการผลิตที่เมืองโฝซานไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 โดยระบุกำลังการผลิตต่อปีที่มากกว่า 10,000 ตัว

สำหรับหุ่นยนต์ IRON สื่อต่างประเทศชี้ว่า IRON คือความพยายามของ XPENG ในการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัตโนมัติ มาต่อยอดสู่วงการ "ฟิสิคัล เอไอ" (physical AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานในร่างหรือหุ่นที่จับต้องได้จริง

ในแง่โครงสร้างร่างกาย IRON มีองศาอิสระในการเคลื่อนไหวมากถึง 76 จุดทั่วร่างกาย และมีถึง 21 จุดในแต่ละมือ ซึ่งพูดง่าย ๆ คือ ยิ่งมีจุดข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้มากเท่าใด หุ่นยนต์ก็ยิ่งขยับแขนขาและนิ้วมือได้ละเอียดใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น ทำให้ IRON สามารถหยิบจับและทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนได้ดีขึ้น

***สมองกลพัฒนาเอง ส่งมอบปี 2027

ด้านสมองกลของหุ่นยนต์ ข้อมูลระบุว่ามีการใช้ชิป AI ตระกูล Turing ที่ XPENG พัฒนาขึ้นเองจำนวน 3 ตัว ให้พลังประมวลผลรวมกันถึง 2,250 TOPS

TOPS เป็นหน่วยวัดความเร็วในการประมวลผลของ AI ซึ่งบริษัทระบุว่าพลังประมวลผลระดับ 2,250 TOPS ทำให้หุ่นยนต์สามารถประมวลผลระบบ AI ได้ในตัวเครื่อง โดยไม่ต้องพึ่งคลาวด์ตลอดเวลา ครอบคลุมงานอย่างการนำทาง การรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว การหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และการโต้ตอบกับผู้คน



รูปลักษณ์ของ IRON ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างแบบปิดและยืดหยุ่น เพื่อให้สัดส่วนและการเคลื่อนไหวใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด แนวคิดเบื้องหลังคือ ต้องการให้หุ่นยนต์สามารถทำงานในร้านค้า สถานที่ทำงาน หรือพื้นที่ต่าง ๆ ที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์อยู่แล้ว โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนสถานที่เหล่านั้นเพิ่มเติม

หากมองที่แผนการผลิตและเม็ดเงินลงทุน XPENG ระบุว่าเตรียมขยายกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2026 โดยหุ่นยนต์รุ่นแรกของสายพานจะเริ่มทำงานที่บริเวณแคมปัสและโชว์รูมของบริษัทเองก่อน ส่วนการส่งมอบให้ลูกค้าองค์กรในวงกว้างมีกำหนดในปี 2027

บริษัทยังระบุด้วยว่ากำลังการผลิตต่อเดือนอาจเพิ่มขึ้นถึงระดับหลักพันตัวได้ในอนาคต เมื่อสายการผลิตขยายตัวเต็มที่

การนำเทคนิคการผลิตแบบอุตสาหกรรมยานยนต์มาปรับใช้กับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นการแก้โจทย์สำคัญของวงการนี้ นั่นคือการผลิตเครื่องจักรที่ซับซ้อนให้ได้อย่างสม่ำเสมอและในปริมาณมากพอ แทนที่จะประกอบหุ่นยนต์ต้นแบบสวย ๆ ทีละตัวเหมือนที่ผ่านมา

ในด้านเงินทุน ธุรกิจหุ่นยนต์ของ XPENG ระดมทุนได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่มูลค่าบริษัทหลังระดมทุนสูงกว่า 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดย IDG Capital และมีนักลงทุนเชิงกลยุทธ์รายใหญ่อย่าง Tencent และ Alibaba ร่วมลงทุนด้วย โดยเงินทุนก้อนนี้จะถูกนำไปใช้ขยายกำลังการผลิต พัฒนา AI ฮาร์ดแวร์ และแผนการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ผลของความเคลื่อนไหวนี้ คือ XPENG กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่มีคู่แข่งหนาแน่นขึ้นทุกนาที ทั้งบริษัทจีนอย่าง UBTECH และ Leju Robotics ที่ต่างก็มุ่งผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในปริมาณมากเช่นกัน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ พ่อใหญ่อย่าง Tesla ก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาหุ่นยนต์ Optimus ของตัวเองต่อเนื่อง

ที่สุดแล้ว ก้าวนี้ของ XPENG ยิ่งตอกย้ำว่าปัจจุบัน ได้จีนกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยผู้ผลิตต่างพยายามผลักดันให้หุ่นยนต์ก้าวข้ามจากการโชว์ความสามารถ เช่น การเดิน การเต้น หรือความคล่องแคล่วของมือ ไปสู่การทำงานเชิงพาณิชย์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ความเคลื่อนไหวของ XPENG ยังสะท้อนเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก คือการที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังขยับจากห้องแล็บสู่สายการผลิตจริง ซึ่งหากทำได้สำเร็จตามแผน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ราคาต้นทุนของหุ่นยนต์ลดลง และเปิดทางให้ภาคธุรกิจ ทั้งค้าปลีก โลจิสติกส์ และภาคการผลิต เข้าถึงแรงงานหุ่นยนต์ได้ง่ายขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยที่ติดตามเทคโนโลยี EV และระบบอัตโนมัติควรจับตาอย่างใกล้ชิด.