xs
xsm
sm
md
lg

MicroDuck หุ่นยนต์เป็ด Hugging Face ขายดีทะลุหมื่นตัว ท่ามกลางดีล Nvidia

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



น่ารักน่าชังของจริงสำหรับหุ่นยนต์น้องเป็ดตัวจิ๋วที่ฮักกิ้งเฟซ (Hugging Face) เปิดตัวท่ามกลางข่าวลือว่า "เอ็นวิเดีย" (Nvidia) จะเข้าซื้อกิจการ ความโดดเด่นของหุ่นยนต์นี้คือยอดสั่งจองทะลุ 10,000 ตัวใน 1 สัปดาห์ เรียกว่าขายดีจนต้องเลื่อนเวลาส่งมอบออกไปหลายเดือน

ย้อนกลับไปวันที่ 27 สิงหาคม 2026 ขณะที่สำนักข่าวใหญ่อย่าง Reuters, Bloomberg และ The Information ต่างรายงานตรงกันว่า Nvidia กำลังเจรจาซื้อกิจการ Hugging Face ด้วยมูลค่าราว 12.9-13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยที่ทั้ง 2 บริษัทยังไม่ยืนยันหรือปฏิเสธอย่างเป็นทางการ Hugging Face ได้เลือกจังหวะนั้นเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นคือ MicroDuck หุ่นยนต์รูปทรงเป็ดสูง 25 เซนติเมตร ที่เดินตุปัดตุเป๋ เล่นโรลเลอร์สเกต และคาบจับของด้วยปากได้

หลายฝ่ายมองว่านี่คือการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญของ Hugging Face ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องอนาคตของบริษัท เพราะแทนที่จะเงียบรอผลการเจรจา บริษัทกลับเดินหน้าย้ำจุดยืนเรื่อง "AI แบบโอเพนซอร์สที่ทุกคนเข้าถึงได้" ผ่านผลิตภัณฑ์ตัวใหม่นี้ทันที

*** Hugging Face เป็นใคร?

Hugging Face คือบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันครึ่งฝรั่งเศส มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีการเรียนรู้ด้วยเครื่องจักรหรือ AI และ Machine Learning โดยเฉพาะด้าน Natural Language Processing (NLP) หรือการประมวลผลภาษาธรรมชาติ จุดเด่นของ Hugging Face คือการเป็นเหมือน "ศูนย์กลาง" ให้นักพัฒนา นักวิจัย และบริษัทต่างๆ ทั่วโลกเข้ามาแชร์และดาวน์โหลด บนโมเดล AI สำเร็จรูปนับแสนตัว ทั้งโมเดลภาษา โมเดลภาพ ชุดข้อมูลสำหรับฝึก AI เครื่องมือโอเพนซอร์ส อย่างไลบรารี transformers ที่นักพัฒนา AI ทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย



นอกจากจะเป็นพื้นที่รวมโค้ดและโมเดลเปิดเผยสาธารณะ ในช่วงหลัง Hugging Face ยังขยายธุรกิจไปด้านหุ่นยนต์ด้วย โดยเข้าซื้อกิจการ Pollen Robotics บริษัทหุ่นยนต์สัญชาติฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นที่มาของหุ่นยนต์เป็ด MicroDuck ที่เป็นกระแสร้อนแรง สะท้อนแนวทางของบริษัทที่อยากทำให้ AI และหุ่นยนต์เข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่อยู่ในวงการวิจัยหรืออุตสาหกรรมเท่านั้น

***ขายดีจนต้องเลื่อนส่งมอบ

ผลตอบรับที่ตามมาเรียกได้ว่าเกินความคาดหมายของทุกฝ่าย ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเปิดพรีออเดอร์ มียอดสั่งซื้อมากกว่า 5,000 เครื่อง และเมื่อผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว ยอดขายก็ทะลุ 10,000 เครื่อง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของ CNBC



ความต้องการที่พุ่งแรงเกินคาดนี้ส่งผลให้กำหนดการส่งมอบที่เคยประกาศไว้ว่า "จะได้รับก่อนคริสต์มาส 2026" ต้องเลื่อนออกไป ผู้ที่สั่งซื้อใหม่ในตอนนี้ต้องรอนานถึง 4-6 เดือน ขณะที่ซีดสตูดิโอ (Seeed Studio) พันธมิตรด้านการผลิตของ Pollen Robotics ยอมรับว่าไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการที่บูมขนาดนี้ และต้องปรับแผนการผลิตใหม่อย่างเร่งด่วน

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือกระแสในตลาดมือสองของจีน ซึ่งพ่อค้าคนกลางนำ MicroDuck ไปขายต่อในราคาสูงถึง 5,567 หยวน (ราว 27,000 บาท) หรือเกือบสองเท่าของราคาตั้งต้น



อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความฮือฮาไม่แพ้ตัวหุ่นยนต์ คือ MicroDuck ใช้ชิปประมวลผล Rockchip RK3566 จากบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ไม่ใช่ชิปจาก Nvidia อย่างที่หลายคนคาดเดา

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ Nvidia กำลังจะกลายเป็นเจ้าของ Hugging Face ซึ่งเป็นเจ้าของ Pollen Robotics ผู้ผลิต MicroDuck ที่ใช้ชิปจากคู่แข่งในตลาดเซมิคอนดักเตอร์อย่างเปิดเผย นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมมองว่านี่คือบททดสอบสำคัญว่า Nvidia จะรักษาสัญญาเรื่อง "แพลตฟอร์มเปิด" ที่เคยให้ไว้ได้จริงหรือไม่ เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่า Nvidia จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงการเลือกใช้ชิปของ MicroDuck แต่อย่างใด

ขณะที่กระแส MicroDuck กำลังร้อนแรง สถานการณ์ด้านการซื้อกิจการก็เดินหน้าคู่ขนานกันไป โดยวันที่ 2 กันยายน 2026 ทั้ง Nvidia และ Hugging Face ได้ลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ และประกาศต่อสาธารณะในวันถัดมา ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 12.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นเงินสดราว 11.9 พันล้านดอลลาร์ และโครงการรักษาพนักงานผ่านหุ้นอีกไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Nvidia



ก่อนหน้านี้ Hugging Face เคยปฏิเสธข้อเสนอลงทุน 500 ล้านดอลลาร์จาก Nvidia เมื่อปีก่อน เพราะไม่ต้องการให้ Nvidia กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด แต่ "เคลมองต์ เดลองก์" (Clément Delangue) ซีอีโอของ Hugging Face ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าได้ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา หลังมองเห็นว่าวงการ AI โอเพนซอร์สมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ต้องการทรัพยากร ขนาด และการมองเห็นในระดับที่ใหญ่กว่าเดิม

"เจนเซน หวง" (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia ได้ออกมาย้ำจุดยืนว่า นักพัฒนาจะยังคงเลือกใช้โมเดล เฟรมเวิร์ก คลาวด์ ผู้ให้บริการประมวลผล และแพลตฟอร์มที่ตนเองต้องการได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia ในการสร้างหรือใช้งานผ่าน Hugging Face แต่อย่างใด ซึ่งคำมั่นสัญญานี้เองที่ MicroDuck ที่ใช้ชิปจีนจะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวจริงในอนาคตอันใกล้ ดีลนี้ยังไม่ปิดสมบูรณ์ในขณะนี้ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2027

ต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อดีลประวัติศาสตร์นี้ปิดตัวสมบูรณ์ในปี 2027 น้องเป็ดตัวจิ๋วตัวนี้จะยังคงความเป็น "อิสระ" ได้เหมือนเดิมหรือไม่ หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการ AI โอเพนซอร์สทั่วโลก.