ส่อง 26 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จาก กสทช. ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 แน่นอนว่ารายชื่อบริษัททั้งหมดคือแผนที่เส้นอำนาจแห่งยุคดิจิทัล ที่อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องในอนาคตที่กำลังจะถึง
หากรวม 26 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ในช่วงปี 2569 จะพบว่ามีบางรายที่ส่งตัวเลขการใช้ไฟฟ้าที่แจ้งไว้สูงสุดถึง 260 เมกะวัตต์ รวมกันแล้วเกิน 1,059 เมกะวัตต์ ตัวเลขนี้เทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาดกลางของประเทศ และยังไม่นับโครงการที่กำลังรอใบอนุญาตอีกหลายสิบแห่ง
สามยักษ์ใหญ่ที่ครองความจุไฟฟ้าเกือบ 2 ใน 3 ของทั้งตลาดคือ บริษัท วิสตัสเทคโนโลยี จำกัด (Vistas Technology) ที่ 260 เมกะวัตต์ ตามด้วยซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ (Zenith Data Center) และสตราตัส เทคโนโลยี (Stratus Technology) รายละ 200 เมกะวัตต์
ทั้ง 3 รายนี้ล้วนมีร่องรอยทุนจีนชัดเจน โดยเฉพาะวิสตัสและสตราตัสที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม ZDATA Technologies จากจีน ซึ่งเพิ่งได้รับอนุมัติ BOI โครงการมูลค่าเกือบ 24,000 ล้านบาทที่ระยอง
***ใครเป็นใคร 27 ดาต้าเซ็นเตอร์
รายชื่อและปริมาณการใช้ไฟฟ้า ของ 27 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาต Data Center ไทยปี 2569 โดยเรียงลำดับปริมาณไฟฟ้า ประกอบด้วย
1 บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด 22 MW
2 บริษัท จัสเทล เน็ทเวิร์ค จำกัด 21 MW
3 บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด 10 MW
4 บริษัท ดาต้าโซน จำกัด 20 MW
5 บริษัท เอมส์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด 1 MW
6 บริษัท เอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) จำกัด 47 MW
7 บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด 32 MW
8 บริษัท เจพี เอเชีย โกลบอล จำกัด ยังไม่มีลูกค้า
9 บริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด 4.3 MW
10 บริษัท ทีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 01 จำกัด 25.6 MW
11 บริษัท เอทิกซ์ แบงคอก 2 จำกัด 25 MW
12 บริษัท วันเอเชีย ดาต้า เซ็นเตอร์ (บีเคเค1) จำกัด 20 MW
13 บริษัท เอสทีพี แพลนเน็ต ดีซี จำกัด 1.8 MW
14 บริษัท เอทิกซ์ แบงคอก 1 จำกัด 5 MW
15 บริษัท ซีซอร์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด 10 MW
16 บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอโอไอ (ประเทศไทย) จำกัด 80 MW
17 บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด 200 MW
18 บริษัท อีโวลูชั่น ดีซี (ไทยแลนด์) จำกัด 12 MW
19 บริษัท สตราตัส เทคโนโลยี จำกัด 200 MW
20 บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 02 จำกัด 38.1 MW
21 บริษัท คาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด 19.2 MW
22 บริษัท วิสตัสเทคโนโลยี จำกัด 260 MW
23 บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ 1 MW
24 บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) 1.2 MW
25 บริษัท บิลคอมซิสเต็มส์ จำกัด อยู่ระหว่างสิ้นสุดใบอนุญาต
26 บริษัท เอสทีที จีดีซี บีเคเค 3 (ประเทศไทย) จำกัด 2 MW
รายชื่อเหล่านี้ชี้ว่า กลุ่มทุนสิงคโปร์ไม่ยอมแพ้กลุ่มทุนจีน เพราะเอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) แจ้งความจุ 47 เมกะวัตต์ พร้อมแคมปัสในกรุงเทพฯ ที่พร้อมรองรับ AI และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ขณะที่บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ทั้งสองนิติบุคคลรวมกันเกิน 110 เมกะวัตต์ โดยโครงการใหม่ในชลบุรีขนาด 200 เมกะวัตต์กำลังก่อสร้างและจับมือซื้อน้ำอุตสาหกรรมระยะยาวแล้ว
ฝั่งผู้เล่นไทยยังมีทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ 22 เมกะวัตต์ อินเทอร์เน็ตประเทศไทย 10 เมกะวัตต์ และจีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 02 ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกัลฟ์ สิงเทล และเอไอเอส ที่ 38.1 เมกะวัตต์ แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังไม่ถูกทิ้งห่างทั้งหมด แต่สัดส่วนความจุใหญ่ถูกครอบครองโดยทุนต่างชาติอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าจับตาคือความกระจุกตัวของไฟฟ้า รายใหญ่เพียง 3 รายครองความจุรวมกว่า 660 เมกะวัตต์ หรือราว 62 เปอร์เซ็นต์ของทั้งตลาด ทำให้คำถามเรื่อง “ใครจะแบกรับต้นทุนระบบไฟฟ้า” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพลังงาน
นอกจากผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ส่วนใหญ่มีทุนต่างชาติ จุดเด่นและความเสี่ยงของกลุ่มผู้ได้รับใบอนุญาตคือการมีทั้งผู้เล่น Colocation แบบ Carrier-neutral ดั้งเดิม เช่น True, INET, STT, Etix, Bridge และ Hyperscale ใหม่ที่มุ่งเป้า AI/Cloud และหลายรายได้รับส่งเสริมจาก BOI แล้ว และตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทั้ง EEC และกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ขณะที่บางรายเริ่มเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและระบบระบายความร้อนขั้นสูง ความเสี่ยงและประเด็นที่ต้องจับตาจึงไม่ได้อยู่ที่ความเข้มข้นของไฟฟ้าที่สูงมาก แต่โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลายชั้น ที่หลายบริษัทมีบริษัทแม่ในสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน ก็เพิ่มความยากให้การตรวจสอบบริษัทผู้ควบคุมตัวจริง กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในบริบททุนเทาและอธิปไตยข้อมูล
ขณะเดียวกัน บางรายยังไม่เปิดบริการหรือใบอนุญาตใกล้สิ้นสุด เช่น JP Asia, Bilcom สะท้อนว่ามีทั้งผู้เล่นจริงและผู้ที่อาจจองความจุไว้ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำภาพการกระจายตัวที่ไม่สมดุล เพราะรายใหญ่กระจุกตัวใน EEC และกรุงเทพฯ ขณะที่รายเล็กกระจาย แต่ภาพรวมยังขาดการจัดโซนนิ่งที่ชัดเจน
ที่สุดแล้ว แผนที่อำนาจ 26 บริษัทนี้สะท้อนความจำเป็นของภารกิจที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในวันที่ 4 กันยายน 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ได้เปิดประชุมครั้งแรกและสั่งชะลอโครงการใหม่ชั่วคราว 166 โครงการ พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด ขีดเส้นหนึ่งเดือนต้องออกเกณฑ์มาตรฐานกลางให้ชัดเจน
กสทช. เองก็เตรียมยกระดับใบอนุญาตจากประเภทที่ 1 ไปเป็นประเภทที่ 3 ที่มีเงื่อนไขเข้มข้นกว่า พร้อมแนบ “กฎเหล็ก 5 ข้อ” ได้แก่ จัดโซนนิ่ง ตรวจสัญญาไฟฟ้า-น้ำก่อนอนุญาต แยกระบบสาธารณูปโภคเฉพาะ บังคับจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด รวมถึงกำหนดสัดส่วน Local Content ไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
เบื้องหลังตัวเลขใบอนุญาตยังซ่อนความกังวลเรื่องทุนเทา หลายบริษัทมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลายชั้นผ่านสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน ทำให้การตรวจสอบ “ผู้ควบคุมตัวจริง” เป็นเรื่องยาก และหน่วยงานความมั่นคงเคยออกโรงเตือนถึงความเสี่ยงที่ดาต้าเซ็นเตอร์อาจถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ไม่เพียงไฟฟ้า ปัญหาการเก็บน้ำมันดีเซลสำรองปริมาณมหาศาลในย่านพระราม 9 และรามคำแหงก็ถูกหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว บางแห่งพบปริมาณรวมเกิน 200,000 ลิตร ขณะที่การใช้น้ำสำหรับระบบระบายความร้อนก็ถูกจับตาว่าอาจแย่งทรัพยากรจากชุมชนโดยรอบ
ภาพรวมตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทยในช่วงครึ่งปีแรกของ 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจาก BOI พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนและไฮเปอร์สเกลเลอร์ต่างชาติที่มองไทยเป็นฐานภูมิภาค แต่คำถามใหญ่ยังคงค้างคาว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เข้ามาจะคุ้มกับต้นทุนไฟฟ้า น้ำ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่สังคมต้องแบกรับหรือไม่
ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่เกณฑ์มาตรฐานกลางที่จะออกภายในเดือนนี้ หากรัฐสามารถสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับการปกป้องทรัพยากรของชาติได้ ดาต้าเซ็นเตอร์อาจกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจดิจิทัลตัวใหม่ แต่หากจัดการพลาด ภาระอาจตกถึงประชาชนในรูปค่าไฟที่สูงขึ้นและทรัพยากรที่ขาดแคลนในอนาคตอันใกล้.


