เลิกมองแค่ค่า GP! 'ETDA' จ่อคลอดคู่มือ Total Take Rate ให้ร้านค้าเห็นโต้งๆ ค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่แพลตฟอร์มหัก ทั้งภาคบังคับ-แคมเปญเสริม รู้ต้นทุนจริงก่อนตัดสินใจขาย
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เปิดเผยว่า ETDA อยู่ในขั้นตอนท้ายของการจัดทำคู่มืออัตราค่าธรรมเนียมรวม (Total Take Rate) สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้ร้านค้าเห็นต้นทุนค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่ถูกหักอย่างชัดเจน ทั้งค่าธรรมเนียมภาคบังคับและค่าใช้จ่ายจากบริการหรือแคมเปญที่สมัครใจเข้าร่วม โดยคู่มือผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและมีการปรับแก้แล้ว คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในเดือน ก.ย. หรือ ต.ค.69
ทั้งนี้ การจัดทำคู่มือดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีข้อร้องเรียนว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซปรับเพิ่มค่า GP อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ETDA มองว่าปัญหาส่วนหนึ่งคือผู้ขายไม่สามารถเห็นต้นทุนทั้งหมดได้ง่าย เนื่องจากค่าธรรมเนียมต่างๆ กระจายอยู่ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขหลายส่วน ทำให้ยากต่อการคำนวณต้นทุนและกำหนดราคาสินค้า
สำหรับแนวทางของคู่มือ กำหนดให้แพลตฟอร์มแสดงค่าธรรมเนียมภาคบังคับเป็นตัวเลขเดียว เพื่อให้ผู้ขายรู้ว่าต้องจ่ายทั้งหมดเท่าใด ส่วนค่าธรรมเนียมหรือบริการที่ผู้ขายเลือกเข้าร่วม เช่น แคมเปญวันคู่หรือแคมเปญส่งฟรี จะให้มีเครื่องคำนวณเพื่อแสดงว่า เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมภาคบังคับแล้ว ร้านค้าจะมีต้นทุนรวมกี่บาทหรือคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญ
ซึ่ง Total Take Rate ในแนวทางนี้หมายถึงอัตราค่าธรรมเนียมรวมที่แพลตฟอร์มหักจากผู้ขาย ครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมภาคบังคับและภาคไม่บังคับ เพื่อให้ร้านค้าเห็นต้นทุนรวมได้ชัดเจนขึ้นในจุดเดียว อย่างไรก็ตาม คู่มือดังกล่าวยังมีสถานะเป็น Guideline และไม่มีผลบังคับในทันที
"ตอนนี้เราจะออกเป็นคู่มือก่อน แล้วคุยกับแพลตฟอร์ม หากคุยกันไม่ลงตัว ก็จะพิจารณาออกเป็นประกาศ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมและใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง" ดร.ชัยชนะ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวทางเพิ่มความโปร่งใสระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขายมีการนำมาใช้ในต่างประเทศแล้ว โดยญี่ปุ่นมีกฎหมาย Act on Improving Transparency and Fairness of Digital Platforms ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2564 ครอบคลุมแพลตฟอร์มดิจิทัลบางประเภท รวมถึงออนไลน์มาร์เก็ตเพลส กำหนดให้ผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้กฎหมายต้องเปิดเผยเงื่อนไขและข้อมูลสำคัญในการให้บริการแก่ผู้ประกอบการ รวมถึงเงื่อนไขพื้นฐานด้านราคา การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ตลอดจนต้องรายงานการดำเนินงานและประเมินตนเองเป็นประจำทุกปี ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) จะนำข้อมูลดังกล่าวมาประเมินความโปร่งใสและความเป็นธรรมของแพลตฟอร์ม
ญี่ปุ่นยังใช้แนวทางที่เรียกว่า Co-regulation หรือการกำกับร่วม โดยภาครัฐกำหนดกรอบและทิศทางหลัก ขณะที่เปิดให้แพลตฟอร์มดำเนินการปรับปรุงระบบและแนวปฏิบัติด้วยตนเอง ก่อนที่ภาครัฐจะติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการกำกับแพลตฟอร์มกับการไม่สร้างภาระด้านกฎเกณฑ์มากเกินจำเป็น
ส่วนสหภาพยุโรป เคยมีกฎ Platform-to-Business Regulation หรือ P2B Regulation ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.63 เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความคาดการณ์ได้ให้แก่ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับการเปิดเผยเงื่อนไขการให้บริการและข้อมูลที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ขายบนแพลตฟอร์ม รวมถึงความโปร่งใสของหลักเกณฑ์การจัดอันดับสินค้าและบริการ
อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์กฎดิจิทัลของสหภาพยุโรปได้เปลี่ยนไปหลังมีกฎหมาย Digital Services Act (DSA) และ Digital Markets Act (DMA) ที่ครอบคลุมกว้างและเข้มข้นขึ้น โดยเมื่อเดือน พ.ย.68 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอให้ยกเลิก P2B Regulation เนื่องจากมีกฎชุดใหม่เข้ามารองรับหลายประเด็นแล้ว แต่หลักการสำคัญเรื่องการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ประกอบการยังคงอยู่ในกรอบกำกับดิจิทัลของยุโรป


