xs
xsm
sm
md
lg

วิเคราะห์คำเตือนไทยช้าเสี่ยงสูญลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ นักลงทุนไม่รอจ่อย้ายฐานหนี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปฐม อินทโรดม" กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) เตือนสังคมไทยถกเถียงเรื่องผลกระทบการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เป็นเรื่องดีและควรทำ แต่ต่างชาติไม่ได้รอถกกับเราด้วย ย้ำถ้าไทยตอบช้าหรือกฎไม่ชัด นักลงทุนอาจย้ายเงินและโครงการไปประเทศอื่นได้ทันที

คำเตือนนี้มีน้ำหนัก เพราะข้อมูลชี้ชัดว่าไม่มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่กับ BOI เลยตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ถือเป็นสัญญาณว่านักลงทุนรายใหม่อาจกำลังรอดูท่าทีเมืองไทยก่อนตัดสินใจ นอกจากนี้ มาตรการใหม่บางส่วนมีผลย้อนไปถึงโครงการที่อนุมัติไปแล้ว ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนมักกังวลมากเป็นพิเศษ เพราะกระทบต้นทุนและแผนที่เคยวางไว้

ขณะเดียวกัน ธรรมชาติของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ยังต่างจากโรงงานทั่วไปตรงที่ข้อมูลและทุนสามารถ "ย้ายประเทศ" ได้รวดเร็วกว่ามาก เพราะไม่มีการผูกกับทรัพยากรเฉพาะพื้นที่แบบโรงงานอุตสาหกรรมดั้งเดิม

เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคที่ไม่ได้ชะลอ เช่น มาเลเซียที่กำลังเดินหน้าโครงการพลังงาน 1.5 กิกะวัตต์รองรับดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในเวลาเดียวกัน จุดนี้อาจทำให้ไทยเสียเปรียบก็ได้ตามคำเตือน

***ย้อนฟังคำเตือน

นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ในเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ถึงกรณีดาต้าเซนเตอร์ย่านพระราม 9 ที่พบการเก็บน้ำมันดีเซลจำนวนมากโดยไม่มีใบอนุญาต ว่ากฎหมายไทยยังมีช่องโหว่ โดยรายงานของ Baker McKenzie ได้เตือนนักลงทุนว่าไทยกำลังปรับทั้งกฎการใช้ไฟฟ้า ขั้นตอนอนุมัติ และโครงสร้างกำกับ ดังนั้นความรู้สึกไม่แน่นอนของนักลงทุน จึงแสดงว่าไทยจะต้องตรวจสอบเข้มข้นขึ้น พร้อมกับตัดสินใจให้เร็วขึ้นในเวลาเดียวกัน

"คนไทยกำลังถกกันว่า Data Center ควรเข้ามาหรือไม่ แต่ต่างชาติไม่ได้ถกกับเราครับ ถ้าประเทศไทยตอบช้า เขาก็แค่กดสวิตช์ไปประเทศอื่น" ปฐมระบุ "เรื่องที่สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า Data Center กินไฟเท่าไร ใช้น้ำแค่ไหน สร้างงานให้คนไทยกี่ตำแหน่ง และควรตั้งอยู่กลางชุมชนหรือไม่ ถือเป็นเรื่องดีมาก เพราะ Data Center ไม่ใช่อาคารสำนักงานธรรมดา แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจทิ้งต้นทุนระยะยาวไว้ให้ประเทศและคนในพื้นที่"

ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT)
ปฐมเชื่อว่าการที่รัฐบาลเริ่มทบทวนเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะคนไทยไม่ควรเห็นตัวเลขลงทุนหลายแสนล้านบาทแล้วเปิดประตูรับทุกโครงการ โดยไม่ตรวจสอบเรื่องไฟ น้ำ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การจ้างงาน และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจริง แต่ปัญหาคือ ระหว่างที่เรากำลัง “ทบทวน” โลกไม่ได้หยุดรอเรา

ปฐมยกความเคลื่อนไหวของ Baker McKenzie ซึ่งให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนระหว่างประเทศ และออกบทวิเคราะห์ต่อเนื่องว่าไทยกำลังเปลี่ยนทั้งหลักเกณฑ์การใช้ไฟ ขั้นตอนการอนุมัติโครงการ และโครงสร้างกำกับ Data Center โดยรายละเอียดบางส่วนยังไม่ชัดเจน พร้อมเตือนให้นักลงทุนนำขั้นตอนใหม่เหล่านี้ไปคำนวณในแผนงาน ระยะเวลา โครงสร้างการลงทุน และความเสี่ยงด้านสินเชื่อ

ปฐมย้ำอีกว่าแม้นักลงทุนจะยังไม่ส่งสัญญาณบอกว่าจะไม่มา แต่หลายคนอ่าจเริ่มเผื่อใจว่าโครงการอาจช้า ต้นทุนอาจเพิ่ม และกติกาอาจเปลี่ยนกลางทาง

"เงินทุนไม่มีความรักชาติครับ และไม่จำเป็นต้องรอจนคณะกรรมการของเราประชุมครบทุกชุด ไทยจึงต้องทำสองเรื่องที่ดูเหมือนขัดกันให้สำเร็จพร้อมกัน เราต้องตรวจสอบให้เข้มขึ้น แต่ต้องตัดสินใจให้เร็วขึ้นด้วย ควรมีเกณฑ์เดียว หน่วยงานหลักที่ให้คำตอบได้ และกรอบเวลาที่นักลงทุนกับประชาชนตรวจสอบได้เหมือนกัน"

ปฐมย้ำว่าคำ “รอบคอบ” ไม่ควรเป็นข้ออ้างของความล่าช้า เช่นเดียวกับคำว่า “ส่งเสริมการลงทุน” ก็ไม่ควรเป็นข้ออ้างของการละเลยประชาชน นักลงทุนคุณภาพไม่ได้ต้องการประเทศที่ยอมทุกอย่าง แต่ต้องการประเทศที่กติกาชัด ใช้กับทุกคนเท่าเทียม และไม่เปลี่ยนกลางทาง

 ระหว่างที่ไทยกำลัง “ทบทวน” แต่โลกไม่ได้หยุดรอเรา
"ผมดีใจที่ประเทศไทยไม่ได้เปิดรับ Data Center แบบไม่มีการตรวจสอบ แต่ก็กลัวว่า เมื่อถึงวันที่เราทำเกณฑ์ครบทุกข้อ ตั้งคณะกรรมการครบทุกชุด และตอบคำถามได้ครบทุกประเด็น เราอาจเปิดประตูออกมาแล้วพบว่า นักลงทุนกดสวิตช์ไปประเทศอื่นหมดแล้ว"

ปฐมทิ้งท้ายว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “รับทุกโครงการ” กับ “ไม่รับเลย” แต่จะต้องเลือกให้เป็น และเลือกให้ทัน เนื่องจากในโลกดิจิทัล ประเทศที่ตัดสินใจช้าไม่ได้เสียเพียงเวลา แต่อาจเหลือไว้เพียงกติกาชั้นดีสำหรับนักลงทุนที่ไม่เหลืออยู่แล้ว

***ต่างชาติเข้มบนกรอบ

หาเทียบไทยกับยุโรป ที่เข้มงวดเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมไม่น้อยไปกว่าไทย จะพบว่าความต่างอยู่ที่ยุโรปมีการวางกรอบไว้ล่วงหน้าและให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามได้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ ต่างจากไทยที่กำลังพบปัญหาแบบ "ตามแก้" คือกฎเกณฑ์ตามหลังปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น กรณีน้ำมัน ซึ่งตรงกับสิ่งที่ Baker McKenzie เตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่านักลงทุนต้องเผื่อความเสี่ยงจากกฎเกณฑ์ที่ยังไม่นิ่งและอาจเปลี่ยนแปลงย้อนหลังได้

เมื่อนำไทยไปวางเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค จะพบว่ามาเลเซียคือตัวอย่างที่ชัดที่สุดของ "เร็วแล้วได้เปรียบ" เนื่องจากเมื่อสิงคโปร์พบเจอข้อจำกัดด้านทรัพยากร จนต้องระงับการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ระหว่างปี 2019-2022 บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ก็เริ่มข้ามพรมแดนไปสร้างที่มาเลเซียแทน

โพสต์ในเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom
ปัจจุบัน มีรายงานว่ามาเลเซียครองสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังก่อสร้างในกลุ่ม 5 ประเทศ ซึ่งรวมถึงอินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยมาเลเซียเดินหน้าได้เร็วเพราะระบบขออนุญาตที่คล่องตัวและเป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงการจัดสรรสาธารณูปโภคที่คาดเดาได้ ทำให้ผู้พัฒนาโครงการมองเห็นความชัดเจนเรื่องไฟฟ้า น้ำ การใช้ที่ดิน และกรอบเวลาอนุมัติ

จากข้อมูลตลาดล่าสุดในปี 2569 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครองสัดส่วนประมาณ 50% ของกำลังการผลิตที่วางแผนไว้ทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกช่วงครึ่งแรกของปี โดย Data Center มาเลเซียทำสถิตินำหน้าด้วยกำลังการผลิตที่กำลังก่อสร้าง 1,039 เมกะวัตต์ ส่วนไทยตามมาเป็นอันดับสองที่ 859 เมกะวัตต์

สำหรับไทย แม้ไทยจะยังเป็นตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่เล็กกว่า แต่ก็กำลังพยายามปรับปรุงการเข้าถึงไฟฟ้าและที่ดินสำหรับโครงการใหม่ โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสายเคเบิลใต้น้ำที่เพิ่งเกิดขึ้น และก่อนหน้านี้

หากมองอีกด้าน ทั้งมาเลเซียและประเทศอื่นในอาเซียนล้วนมีกระแสต้านชัดเจน แต่รูปแบบและจุดที่ต่างจากไทยพอสมควร โดยมาเลเซียมีการประท้วงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีผู้ชุมนุมกว่า 50 คนรวมตัวหน้าพื้นที่ก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้ย่านที่อยู่อาศัยในรัฐยะโฮร์ เรียกร้องให้ยุติปัญหาฝุ่นและขอค่าชดเชยผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมกังวลเรื่องผลกระทบต่อแหล่งน้ำ โดยกลุ่มผู้ประท้วงอ้างว่าเป็นตัวแทนชาวบ้านเกือบ 1,000 คนจาก 4 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
ที่รัฐสลังงอร์ ประเด็นนี้ถึงขั้นกลายเป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว และในเดือนเมษายน พรรคฝ่ายค้าน (Socialist Party) หยิบยกโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มูลค่า 1.75 พันล้านริงกิตขึ้นมาวิจารณ์ว่าให้ความสำคัญกับบริษัทมากกว่าชุมชน



รายงานระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นมาเลเซียตอบสนองด้วยการเข้มงวดขึ้น โดยยะโฮร์ประกาศห้ามดาต้าเซ็นเตอร์ 2 ประเภทที่ใช้น้ำมากเกินไป (สูงสุดถึง 50 ล้านลิตรต่อวัน เทียบเท่าสระโอลิมปิก 20 สระ) และคณะกรรมการตรวจสอบของรัฐยะโฮร์ปฏิเสธคำขอโครงการไปแล้วเกือบ 30% ในช่วง 5 เดือน เพราะไม่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืนหรือตั้งอยู่ในพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ

สำหรับเวียดนาม แม้จะยังไม่มีรายงานการประท้วงลงถนนแบบมาเลเซีย แต่มีความกังวลเชิงโครงสร้างที่นักวิเคราะห์พลังงานพูดถึงบ่อยครั้ง คือกริดไฟฟ้าอาจรับไม่ไหว หากดาต้าเซ็นเตอร์ที่วางแผนไว้ทั้งหมดเดินเครื่องพร้อมกัน ซึ่งอาจต้องเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าจากลาวและจีนขึ้นถึง 7 เท่าภายในปี 2573

นักวิเคราะห์พลังงานเสนอว่าเวียดนามต้องมีหน่วยงานกลางและวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจนว่าจะตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ตรงไหน แหล่งพลังงานมาจากไหน และกริดรับไหวแค่ไหน

ที่สุดแล้ว จุดที่ทำให้กรณีไทยน่ากังวลกว่าอินโดนีเซียหรือสิงคโปร์คือ สาเหตุความล่าช้าของไทยเป็นเรื่อง "การบริหารจัดการกฎเกณฑ์" ล้วนๆ ไม่ใช่ข้อจำกัดทางกายภาพอย่างที่ดินหรือไฟฟ้าที่แก้ยากกว่า ซึ่งในทางทฤษฎีควรแก้ไขได้เร็วกว่าประเทศที่เจอปัญหาเชิงโครงสร้างจริง แต่ตราบใดที่ยังไม่มีหน่วยงานเดียวที่ตอบคำถามได้ครบและกรอบเวลาที่ชัดเจน มาเลเซียก็จะยังคงเป็นตัวเลือกที่นักลงทุนมองว่า "เสี่ยงน้อยกว่า" ต่อไป.