จับตาการเปลี่ยนผ่านโรงพยาบาลสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่างชาติชี้ AI ทางการแพทย์ก้าวข้ามจากกระแสความสนใจ สู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาลทั่วโลกแล้ววันนี้ นับนิ้วทั่วโลกมีโซลูชัน AI ทางการแพทย์กว่า 100 รายการ และส่วนใหญ่เข้ามาให้บริการในไทยแล้ว พร้อมดัน "รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่" ติดตั้งเครื่องสแกน CT พร้อม AI วิเคราะห์สมองขาดเลือดได้ทันทีตั้งแต่บนท้องถนน รวมถึงหุ่นยนต์ผ่าตัดผ่านระบบ 5G ให้แพทย์ผ่าตัดข้ามทวีปได้ ทลายกำแพงระยะทางในการรักษา
นอกจากนี้ AI บางโมเดลยังช่วยย่นเวลาสแกนกระดูกสันหลังจาก 1 ชั่วโมง เหลือเพียง 15 นาที จากที่ต้องรอผลเอกซเรย์นาน 1-3 วัน ขณะเดียวกัน การวางแผนฉายรังสีรักษามะเร็งที่เคยใช้เวลา 2 วันเต็ม ปัจจุบัน AI คำนวณเสร็จในเวลาเพียง 1 วินาที สะท้อนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของ AI ในโรงพยาบาลคือการบริหารเวลา ที่เป็นสิ่งมีค่าที่สุดของวงการแพทย์
ด้านกระทรวงสาธารณสุขไทย ภูมิใจมีการใช้ AI เริ่มช่วยวิเคราะห์ภาพสมองผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และผลแล็บหัวใจในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบแล้วในโรงพยาบาลรัฐของไทย ซึ่งแม้เทคโนโลยีจะก้าวไกล แต่ AI ทางการแพทย์ในไทยยังต้องผ่านด่านอนุมัติจาก อย. หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงคณะกรรมการจริยธรรมก่อนใช้จริงในระยะยาว
***มีทั้งไม่รอ และรอ อ.ย.
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานประชุมด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาล Hospital Management Asia (HMA) ครั้งที่ 25 ซึ่งมีผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกว่า 2,000 คนจากทั่วโลกร่วมงาน ว่าปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐของไทยได้เริ่มนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนในระบบการกู้ชีพและวินิจฉัยโรคในกลุ่มคนไข้วิกฤตอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น AI กับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (Stroke) และ AI กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
"โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวินิจฉัยภาพสมองเพื่อประเมินความเสียหายและร่วมวางแผนในการรักษา เช่น การใส่สายสวนเพื่อลากลิ่มเลือดในผู้ป่วยสโตรกอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็มีการเริ่มติดตั้งระบบ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ผลแล็บและวินิจฉัยสภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้ประเมินความเสี่ยงและส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจได้ทันเวลา"
นายแพทย์อัครฐาน ยังกล่าวถึง Mobile Stroke Unit รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่กู้ชีพวิกฤต ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย แพทย์ และพันธมิตรเทคโนโลยี คือรถพยาบาลฉุกเฉินที่ติดตั้งเครื่อง CT Scanner ไว้ในตัวรถ พร้อมด้วยการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลและ AI ช่วยให้สามารถสแกนสมอง วิเคราะห์ผล และเริ่มให้ยาสลายลิ่มเลือดแก่คนไข้สโตรกได้ทันทีตั้งแต่อยู่บนรถพยาบาล ซึ่งช่วยรักษาชีวิตและลดอัตราความพิการได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากปัญญาประดิษฐ์แล้ว นายแพทย์อัครฐาน ยังกล่าวถึงความสำเร็จของเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ที่สาธารณสุขไทยได้ลงมือทำสำเร็จแล้ว ได้แก่ หุ่นยนต์ผ่าตัดข้ามทวีปด้วย 5G โดยบอกว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการนำระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G มาเชื่อมต่อเพื่อควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัดทำงานข้ามทวีป เพิ่มความแม่นยำในการรักษา และทะลายข้อจำกัดด้านระยะทางระหว่างคนไข้และศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
ในอีกด้าน "หมอพร้อม" (Moh Prom) แพลตฟอร์มของสาธารณสุขไทยยังมีการเชื่อมโยงประวัติสุขภาพส่วนบุคคล ผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม ทำให้สามารถบริหารจัดการสล็อตคิวและการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน เช่น เคสโรคหลอดเลือดสมองได้แบบเรียลไทม์ หากเตียงในสถาบันเฉพาะทางจุดหนึ่งเต็ม ระบบจะสามารถค้นหาคิวว่างของโรงพยาบาลข้างเคียง เช่น โรงพยาบาลราชวิถี หรือโรงพยาบาลศิริราช) และส่งคนไข้ไปรักษาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคอยอย่างไม่มีจุดหมายอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์อัครฐาน ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่วงการสาธารณสุขไทยและต่างประเทศต้องร่วมกันแก้ไข นั่นคือกระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์ โดย AI ที่จะนำมาใช้วินิจฉัยคนไข้ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตรวจสอบที่เข้มงวดและยาวนานจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. หรือ Thai FDA) เพื่อรับรองมาตรฐานความปลอดภัยก่อน รวมถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งจะมีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และแพทยสภาต้องมาร่วมตั้งเกณฑ์การตัดสินใจที่รัดกุมรอบคอบ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและชีวิตของผู้ป่วยโดยตรงสำหรับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และการเชื่อมต่อข้อมูลประวัติการรักษาผ่านระบบคลาวด์หรือแอปพลิเคชัน ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด
***เอกชนขานรับ
นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน (TPHA) กล่าวถึงภาพรวมและการลงทุนระบบ AI ในโรงพยาบาลเอกชน ว่า AI เป็นเทรนด์ที่หยุดไม่ได้แล้วทั้งรัฐและเอกชน เชื่อว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยคนไข้และลดการกระจุกตัวแออัดของการรอคิว แม้ตอนแรกการลงทุนจะดูแพง แต่หากมีการใช้งานในปริมาณที่มากพอ ต้นทุนจะถูกลงในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลยังต่างคนต่างพัฒนา และการทดลองโปรเจ็กต์ AI ทางการแพทย์มักต้องเริ่มที่โรงพยาบาลรัฐก่อน
"ในต่างประเทศจะยอมให้ภาคเอกชนทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ง่ายกว่า แต่จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมเสียก่อน และหากเกี่ยวข้องกับการรักษากับตัวคนไข้และการใช้ยาก็ต้องให้คนไข้เซ็นยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร คือความเห็นผม ถ้าในประเทศไทย การทดลองหลักยังอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐ เพราะมีหลายปัจจัย"
นายแพทย์ไพบูลย์เผยว่ายังไม่มีโมเดล AI ทางการแพทย์ตัวใดตัวหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมาเพียงตัวเดียว เนื่องจากตอนนี้อยู่ในช่วงที่แต่ละเจ้าแข่งขันกันพัฒนาอย่างหนัก ปัจจุบันที่เริ่มใช้กันมากคือ AI สำหรับอ่านฟิล์มเอกซเรย์ ซึ่งนำเข้ามาจากหลากหลายประเทศ แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ครอบคลุมทุกเรื่อง เช่น เรื่องกระดูก หรือภาพสแกนบางประเภท และหากมีเครื่องมือที่ดีกว่าเข้ามา ผู้ใช้ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนตามกาลเวลา
นายแพทย์ไพบูลย์เผยว่าการใช้ AI อ่านฟิล์มเอกซเรย์ในไทยมีแนวโน้มจะใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนยังไม่ถึง 50% ถือว่ายังน้อยกว่าการใช้ระบบปกติโดยมนุษย์ และเป็นการใช้ AI ช่วยอ่านฟิล์มเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านความถูกต้อง หากแปลความหมายหรือวินิจฉัยผิดพลาดก็จะเป็นปัญหาได้
***ทั่วโลกขานรับ AI ช่วยแพทย์ประหยัดเวลา
นายฟาบริซ เลอเกต์ กรรมการผู้จัดการ Siemens Healthineers ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย้ำว่าในสมรภูมิการแพทย์ยุคใหม่ "เวลา" คือสกุลเงินที่มีค่าและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงชีวิตของคนไข้ โดยชูว่า AI กำลังมีฐานะฮีโร่ตัวจริงที่กำลังขับเคลื่อนระบบสุขภาพของไทยและเอเชียไปสู่มิติใหม่
ฟาบรีซอธิบายว่าในขณะที่แพทย์และพยาบาลต้องแบกรับภาระงานหนักล้นมือ คนไข้โรควิกฤต เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือผู้ป่วยมะเร็ง จำนวนมากต้องเผชิญหน้ากับการรอคอยที่แสนทรมาน โดยหากเป็นเมื่อหลายปีก่อน AI อาจเป็นเพียงความตื่นเต้นทางเทคโนโลยีที่ผู้คนสนใจ แต่ในวันนี้ AI ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นของการนำมาใช้งานจริงและสร้างอิมแพคอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในการช่วยย่นระยะเวลาการตรวจรักษาใน 3 มิติหลัก
มิติแรกคือ เร่งความเร็วการสแกนร่างกาย เนื่องจากซอฟต์แวร์ AI สามารถเพิ่มความเร็วในการสแกนภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตัวอย่างเช่น การตรวจสแกนกระดูกสันหลัง (Spine Scan) ที่เคยใช้เวลานานถึง 1 ชั่วโมง ปัจจุบัน AI ช่วยลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 15 นาที เท่านั้น ช่วยให้โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นและคนไข้ได้รับผลตรวจเร็วขึ้น
มิติที่ 2 คือระบบอ่านผลภาพวินิจฉัยอัตโนมัติ จากเดิมที่รังสีแพทย์ต้องใช้เวลาตรวจวิเคราะห์และเขียนรายงานผลตรวจเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือคนไข้ต้องนอนรอผลตรวจนานถึง 1–3 วัน ปัจจุบัน AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และแจ้งผลตรวจให้รังสีแพทย์พิจารณาได้ ภายในเวลาไม่กี่นาที
มิติที่ 3 คือจุดเปลี่ยนของผู้ป่วยมะเร็ง การย่นเวลาวางแผนฉายรังสีจาก 2 วัน เหลือ 1 วินาที ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการวางแผนฉายรังสีรักษาสำหรับคนไข้มะเร็งที่มีการแพร่กระจายของโรค ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อน และใช้แรงงานมนุษย์สูงมาก โดยทั่วไปต้องใช้เวลาดำเนินการนานหลายชั่วโมงจนถึง 2 วันเต็ม ทว่าปัจจุบันด้วยพลังของอัลกอริทึม AI สามารถลดขั้นตอนอันแสนยาวนานนั้นให้เหลือเพียง 1 วินาที เท่านั้น พลิกโฉมการรักษาให้คนไข้ไม่ต้องนอนรออยู่ในโรงพยาบาลอย่างไร้จุดหมาย
สำหรับงาน Hospital Management Asia (HMA) 2026 นั้นถูกการันตีว่าเป็นงานประชุมการบริหารจัดการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยรวมพลผู้นำด้านสาธารณสุข ผู้บริหารโรงพยาบาล ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล และนักนวัตกรรรมด้านสาธารณสุข จากภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก มาร่วมขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงจากนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่การยกระดับระบบบริการด้านสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
งาน Hospital Management Asia (HMA) 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ และยังเป็นวาระฉลองครบรอบ 25 ปี สำหรับปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิดหลัก “Leading Change that Delivers” หรือ “ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” โดยจะมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายที่โรงพยาบาลต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันทั้งในมิติเชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติงาน ครอบคลุมตั้งแต่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคน (Workforce Transformation) และความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety) ไปจนปัญญาประดิษฐ์ (AI) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน (Digitalization) ประสบการณ์ผู้ป่วย (Patient Experience) การพัฒนาคุณภาพบริการ (Quality Improvement) และการจัดบริการสาธารณสุขที่ยั่งยืน (Sustainable Healthcare Delivery).


