ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเติบโตแบบก้าวกระโดด จากการรุกคืบของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกและผู้ประกอบการชั้นนำในประเทศ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างชลบุรีและระยอง
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของ "ดาต้าเซ็นเตอร์" จะไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงกลับมีโครงสร้างพื้นฐาน โมเดลรายได้ กลุ่มเป้าหมาย และบทบาทต่ออุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 5 ประเภทหลัก เพื่อให้เห็นภาพการแข่งขันในตลาดได้อย่างชัดเจน
1. Enterprise Data Center ศูนย์ข้อมูลเฉพาะองค์กร เน้นความปลอดภัยสูงสุด
เป็นศูนย์ข้อมูลที่องค์กรลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการระบบเองทั้งหมด เพื่อรองรับการใช้งานภายในหน่วยงานเพียงแห่งเดียวโดยไม่เปิดให้เช่าหรือจำหน่ายบริการต่อ มักพบในกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ และหน่วยงานภาครัฐที่มีข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลข้อมูลอย่างเข้มงวด
แม้จะมีจุดเด่นด้านการควบคุมระบบและความปลอดภัยที่เบ็ดเสร็จ แต่ต้องแบกรับต้นทุนการก่อสร้างและการบำรุงรักษาในระดับสูง ส่งผลให้สัดส่วนของโมเดลนี้ในระดับสากลมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับโมเดลการเช่าใช้บริการภายนอก
2. Hyperscale Data Center บิ๊กเทคสร้างเอง ขับเคลื่อนบริการคลาวด์ของตนเอง
โมเดลที่กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) ลงทุนสร้างและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ศูนย์ข้อมูลเอง โดยอาจใช้พื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้รองรับ เพื่อใช้กับระบบคลาวด์ของแต่ละผู้ลงทุนโดยตรง โดยไม่ได้เปิดให้เช่าพื้นที่ทางกายภาพแก่ลูกค้ารายอื่น ซึ่งผู้ใช้งานจะเข้าถึงทรัพยากรผ่านระบบคลาวด์เท่านั้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) ของ Google และแผนลงทุนระยะยาว 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) ในช่วง 15 ปีของ Amazon Web Services (AWS) รวมถึง Microsoft ที่เข้ามาขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปิดตัว Azure Region ในไทย
3. Colocation Data Center โมเดลแบ่งเช่าพื้นที่ ยืดหยุ่นสำหรับองค์กร
รูปแบบที่มีเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนสูงที่สุดในไทย เป็นการลงทุนสร้างอาคารศูนย์ข้อมูลพร้อมระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และการเชื่อมต่อเครือข่าย เพื่อให้องค์กรธุรกิจหรือผู้ให้บริการคลาวด์นำเซิร์ฟเวอร์เข้ามาติดตั้ง โดยมีทั้งกลุ่มทุนไทยและต่างชาติร่วมมือกันพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เช่น
STT GDC ประเทศไทย กิจการร่วมทุนระหว่าง Frasers Property และ ST Telemedia Global Data Centres มีแคมปัสย่านหัวหมากและพื้นที่ใจกลางเมือง ได้แก่ อาคาร STT Bangkok 1 (20 เมกะวัตต์), STT Bangkok 2 (24 เมกะวัตต์) และ STT Bangkok 3 ที่โครงการวัน แบงค็อก (2 เมกะวัตต์) คิดเป็นกำลังไฟฟ้ารวมกว่า 46 เมกะวัตต์
NTT Global Data Centers ปักหมุดพัฒนาศูนย์ข้อมูลหลักในพื้นที่ EEC นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านไซต์ BKK2 (5 เมกะวัตต์), BKK3 (12 เมกะวัตต์), แคมปัสใหม่อย่าง BKK4 กำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างเตรียมการลงทุนโครงการ BKK5
Edgnex Data Centers by DAMAC โครงการร่วมทุนระหว่าง DAMAC Group (ถือหุ้น 70%) กับ PROEN Corp มูลค่าการลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์กำลังไฟฟ้าขนาด 20 เมกะวัตต์ ท่ามกลางกระแสการจับตามองของภาคอุตสาหกรรมเรื่องการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าและระบบระบายความร้อน
GSA Data Center โครงการร่วมทุนยักษ์ใหญ่ 3 ฝ่ายระหว่าง GULF (ผ่าน Gulf Edge), Singtel และ AIS เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลมาตรฐานระดับสากลรองรับทั้งระดับองค์กรและ Hyperscaler กำลังไฟฟ้าเริ่มต้นมากกว่า 20 เมกะวัตต์ และมีแผนขยายต่อเนื่องไปจนถึงระดับ 100 เมกะวัตต์ รวมถึงผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง True IDC ที่ให้บริการโคโลเคชั่นครอบคลุมหลายแคมปัสทั่วประเทศ
4. Cloud / Managed Service Data Center บริการโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการครบวงจร
โมเดลที่ต่อยอดจากการจัดสรรพื้นที่ ไปสู่การให้บริการทรัพยากรประมวลผล, ระบบจัดเก็บข้อมูล และระบบจัดการดูแลแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบจ่ายตามการใช้งานจริง โดยผู้ให้บริการจะนำแพลตฟอร์มคลาวด์ของตนเองหรือโซลูชันจากพันธมิตรระดับโลกมาให้บริการแก่องค์กรธุรกิจ
ผู้เล่นกลุ่มนี้มีทั้ง INET (Internet Thailand) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Local Cloud สัญชาติไทยที่ครองตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่าง True IDC และ AIS Business ที่ให้บริการแบบไฮบริด ครอบคลุมทั้ง Private Cloud, Local Cloud ภายในประเทศ และ Hyperscale Cloud ผ่านความร่วมมือกับ Microsoft Azure, AWS, Huawei Cloud และ Oracle
5. Edge Data Center ศูนย์ข้อมูลขนาดย่อม ลดความหน่วงการประมวลผล
ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กที่กระจายตัวเข้าใกล้แหล่งกำเนิดข้อมูลหรือผู้ใช้งานปลายทาง เพื่อตอบโจทย์งานประมวลผลที่ต้องการความหน่วงต่ำเป็นพิเศษ (Ultra-low Latency) และการตอบสนองแบบเรียลไทม์ เช่น ยานยนต์ไร้คนขับ ระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม หรือสมาร์ตซิตี้
โดยกลุ่มผู้ให้บริการโครงข่ายอย่าง AIS Business ได้นำแนวคิด Multi-Access Edge Computing (MEC) เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อย้ายหน่วยประมวลผลมาไว้ที่ขอบโครงข่าย ช่วยลดระยะทางการส่งข้อมูลและลดความแออัดของโครงข่ายหลัก
ภาพรวมผู้เล่นและโครงข่ายโทรคมนาคมในไทย
นอกเหนือจากเมกะโปรเจกต์ระดับบิ๊กเทค สมรภูมิดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยยังมีผู้ให้บริการโทรคมนาคมและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) รายสำคัญเป็นกระดูกสันหลังในการเชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลและทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต ทั้งผ่านสถานีเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำและจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet Exchange)
รายชื่อสำคัญประกอบด้วย โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT), CS Loxinfo, TCC Technology, UIH (ในกลุ่มเบญจจินดา), Symphony Communication, PROEN Corp และ ReadyIDC ซึ่งต่างปรับตัวเพื่อรองรับทราฟิกข้อมูลมหาศาลจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และคลาวด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


