"ทักษิณ" เตือน ภัยคุกคามรอบมิติในโลกยุคใหม่ ชี้ไทยต้องพร้อมรับมือสงครามโดรน ภัยไซเบอร์ และ AI ที่กระทบความมั่นคงและตลาดแรงงาน แนะเร่งปรับตัวสร้างความเชื่อมั่น
“ทักษิณ” ปาฐกถาครบรอบ 30 ปี “โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี” ชี้ภัยความมั่นคงโลกเปลี่ยนเร็วจากสงครามแบบเดิมสู่สงครามเทคโนโลยี เตือนไทยรับมือโดรน-ภัยไซเบอร์โจมตีโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมจับตา AI กระทบตลาดแรงงาน ชี้ต้องสร้าง Trust & Confidence ผ่านหลักนิติธรรม ปฏิรูประบบราชการ และใช้ AI ยกระดับภาครัฐ
ในงานฉลองครบรอบการดำเนินงาน 30 ปีของ บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ” โดยแสดงความกังวลต่อภัยคุกคามที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในทุกมิติ ทั้งด้านการทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ ตลาดแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมย้ำว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากสงครามในรูปแบบเดิม (Conventional War) เข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างรวดเร็ว
ดร.ทักษิณ ระบุว่า ภัยความมั่นคงในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีบทเรียนจากการใช้อาวุธรูปแบบใหม่อย่างโดรนกามิกาเซ่ โดรนสอดแนม โดรนกวนสัญญาณ ตลอดจนระบบต่อต้านโดรน และหุ่นยนต์อัจฉริยะ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมทั้งในพื้นที่ชายแดนและยุทธการป้องกันประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเสีย
ขณะเดียวกัน ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) นับเป็นประเด็นวิกฤตที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการโจมตีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบส่งน้ำและจ่ายไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชน
สำหรับมิติด้านเศรษฐกิจและการจ้างงาน ดร.ทักษิณ วิเคราะห์ว่า องค์กรยุคใหม่กำลังเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างรูปปิรามิดไปสู่รูปทรงเพชร จากผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยเฉพาะ AI ในรูปแบบ Agent AI ที่จะเข้ามาทำงานทดแทนแรงงานระดับเริ่มต้น ส่งผลให้เด็กจบใหม่เผชิญความยากลำบากในการหางาน หากขาดทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของประชากร Generation Alpha ที่มีแนวทางการเรียนรู้ผ่าน AI โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการศึกษาแบบเดิม ขณะที่กลุ่ม Gen Z จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งต้องอาศัยการส่งเสริมให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวถึงปัจจัยขับเคลื่อนระดับโลกอื่นๆ เช่น เทคโนโลยีด้านการยืดอายุขัย (Longevity) ที่จะส่งผลต่อระบบบำนาญและโครงสร้างสังคม การสื่อสารผ่านระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit) และเครือข่าย 6G รวมถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน ผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าดิจิทัล และสมาร์ทมิเตอร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำว่าปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ คือการสร้างความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ผ่านหลักนิติธรรม (Rule of Law) การปรับปรุงระบบราชการ และการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ
โสมาภาฯ ย้ำภารกิจ 3 ทศวรรษ เทคโนโลยีชายแดนมาตรฐานสากล
ด้าน ดร.นำโชค โสมาภา ประธานกรรมการ บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา องค์กรได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จากยุคประมวลผลข้อมูลแบบเมนเฟรม สู่ระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยหนึ่งในหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2548 จากการพัฒนาระบบตรวจคนเข้าเมืองจากสถาปัตยกรรมเมนเฟรมไปสู่ Client Server
ปัจจุบัน โสมาภาฯ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการชายแดนอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งระบบตรวจคนเข้าเมือง ระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APIS) และระบบข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสาร ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการคัดกรองและบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐกับการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลต่อไป


