กลุ่มบริษัทสามารถ (SAMART) เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้รวม 5,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% ทำกำไร 280 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มีงานในมือ (Backlog) รวมกว่า 14,889 ล้านบาท พร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อผลักดัน Backlog สิ้นปีแตะ 20,000 ล้านบาท
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกสะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจหลักและการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการต่างๆ พร้อมมุ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญของแต่ละสายธุรกิจเพื่อมองหาโอกาสใหม่
“ในช่วงครึ่งปีแรกมีหลายๆ อย่างที่ชะลอจากการที่เพิ่งตั้งรัฐบาล แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลัง จะสดใสขึ้น งบประมาณต่างๆ จะเริ่มมีความชัดเจนขึ้น โดยในปีนี้ SAMTEL มีแผนที่จะเข้าประมูลงานเพิ่มอีกราว 7,500 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจ SAV ที่สร้างรายได้ระยะยาวต่อเนื่องก็มีการเติบโต”
3 ธุรกิจหลัก งานในมือเฉียด 1.5 หมื่นล้าน
สำหรับโครงสร้างผลการดำเนินงานแยกตามสายธุรกิจของกลุ่มสามารถ ประกอบด้วย 1. สายธุรกิจ Digital ICT Solutions ผ่าน สามารถเทลคอม หรือ SAMTEL ที่ยังคงเป็นแกนหลักในการสร้างรายได้ โดยในไตรมาส 2 ได้ลงนามโครงการใหม่มูลค่ารวม 2,358 ล้านบาท อาทิ โครงการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรองค์กร (ERP) ร่วมกับ บมจ. ท่าอากาศยานไทย
รวมถึงโครงการพัฒนาระบบการรังวัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์กับกรมที่ดิน ส่งผลให้มี Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 7,997 ล้านบาท มุ่งเน้นงาน Digital Transformation และระบบไอทีสำหรับองค์กร พร้อมขยายโซลูชันใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity), ERP และระบบคลาวด์ (Cloud)
2. สายธุรกิจ Utilities & Transportation มียอด Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 รวม 6,738 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจก่อสร้างสายส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูงครบวงจรภายใต้ บริษัท เทด้า จำกัด (TEDA) รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต
ขณะที่ธุรกิจบริหารจัดการจราจรทางอากาศ ภายใต้ บมจ. สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ (SAV) เริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากเที่ยวบินบินผ่านน่านฟ้า (Overflight) จากเวียดนามที่เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
3. สายธุรกิจ Digital Communications จาก สามารถดิจิตอล หรือ SDC รายได้ไตรมาส 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้และการติดตั้งอุปกรณ์ในโครงการระบบวิทยุสื่อสารข่ายบังคับบัญชากระทรวงมหาดไทย (Digital Trunked Radio System: DTRS) โดยมียอด Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 154 ล้านบาท
ในปีนี้ SAMTEL จะเน้นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากกลุ่มธุรกิจเดิม สู่ธุรกิจใหม่อย่างการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับเทรนด์ของธุรกิจสุขภาพ ขณะที่ TEDA ยังได้รับงานอย่างการสร้างสถานีไฟฟ้า หรือก่อสร้างสถานีย่อยให้แก่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ผ่าน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึงโครงการเปลี่ยนสมาร์ทมิเตอร์
ส่วนธุรกิจของ SAV มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นจากปัจจัยที่กัมพูชาเปิดฟรีวีซ่าให้ชาวจีนสามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้ ไปจนถึงการที่ธุรกิจท่องเที่ยวเวียดนามเติบโตขึ้น ทำให้มีการบินผ่านน่านฟ้าก็สร้างรายได้ให้แก่ SAV เช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันสัดส่วนรายได้กว่า 70% ของ SAV มาจากรายได้ของการบริหารจัดการเครื่องบินที่บินผ่านด้วย
4 New Growth Engine รุกเทคโนโลยีแห่งอนาคต
นอกจากธุรกิจหลักแล้ว กลุ่มบริษัทสามารถยังเดินหน้าขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้สอดรับกับเมกะเทรนด์ ที่วางเป้าหมายว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่เหล่านี้ไม่ต่ำกว่า 10%
โดยจะมีทั้งในธุรกิจของ AI Government ในนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาต่อยอดจากโซลูชันเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการภาครัฐ รุกเข้าไปในกลุ่ม Green Energy พัฒนาโซลูชันด้านพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ (Solar Cell & Inverter), ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่, ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging) และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
ตามด้วย Enterprise Business ขยายฐานลูกค้าจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนและกลุ่มองค์กร โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน AI, Cybersecurity, ERP และ Cloud และ Future Technology ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robotics) และระบบอัตโนมัติ (Automation)
รัฐนันท์ วิไลลักษณ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนักลงทุนสัมพันธ์ กลุ่มบริษัทสามารถ ให้ข้อมูลเพิ่มว่า จุดแข็งในการให้บริการทางด้าน AI โซลูชันของกลุ่มสามารถ คือการที่มีฐานลูกค้าเดิมอยู่หลากหลายในกระทรวง และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ถ้าสามารถนำเสนอโซลูชันที่เข้าไปช่วยตอบโจทย์การใช้งานก็จะสร้างรายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการขยายไปยังบริษัทเอกชนที่นำโซลูชันไปต่อยอดได้
อย่างไรก็ตาม การให้บริการทางด้านโซลูชัน AI จะอยู่ภายใต้บริษัทสามารถ ที่ปัจจุบันเริ่มมีการนำเข้ามาใช้งานภายในองค์กรแล้ว และมีโอกาสที่จะขยายไปยังกลุ่มบริษัทลูกเพื่อต่อยอดไปสู่โซลูชันในการให้บริการแก่ลูกค้าในอนาคต


