ผลสำรวจแด้านความปลอดภัยไซเบอร์ล่าสุดระบุว่า ปริมาณมัลแวร์ชนิดใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นทะลุ 500,000 ตัวต่อวัน ขณะที่ภัยคุกคามในภูมิภาคอาเซียนก้าวสู่ยุค "AI-Native Attacks" โดยเฉพาะการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย (APT) ที่หันมาใช้ AI ในการโจมตี ส่งผลให้ระยะเวลาในการวางแผนโจมตีลดลงจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน
ขณะเดียวกัน รายงาน Compromise Assessment ของแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ยังระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า กว่า 31% ของเหตุการณ์โจมตีในองค์กร แฮกเกอร์สามารถแฝงตัวอยู่ในระบบได้นานเกิน 3 เดือนก่อนจะถูกตรวจพบ
ในขณะที่เคสร้ายแรงที่สุดซึ่งมัลแวร์หลบซ่อนอยู่ในระบบนานถึง 4 ปีโดยไม่ถูกตรวจจับ สะท้อนให้เห็นถึง "ช่องว่างด้านการมองเห็น" (Visibility Gap) ในระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีของหลายองค์กร
จาก Shadow IT สู่ความท้าทายยุค 'Shadow AI'
เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ความเสี่ยงไซเบอร์ในปัจจุบันกำลังย้ายจากปัญหา "Shadow IT" หรือการแอบใช้อุปกรณ์และระบบคลาวด์นอกระบบเมื่อ 10 ปีก่อน มาสู่ปัญหา "Shadow AI" ซึ่งหมายถึงการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI ภายนอกมาใช้ทำงานส่วนตัวหรือวิเคราะห์ข้อมูลองค์กรโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากฝ่ายไอทีหรือผู้บริหารฝ่ายความปลอดภัยสารสนเทศ (CISO)
"เราไม่สามารถสั่งห้ามพนักงานใช้ AI ทำงานได้ เพราะเท่ากับทำให้องค์กรล้าหลัง หัวใจสำคัญคือการปล่อยให้ใช้งานอย่างควบคุม โดยเฉพาะการจัดกลุ่มความลับข้อมูล เช่น ห้ามนำงบการเงิน แผนพัฒนา หรือข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นระบบ AI สาธารณะ รวมถึงการจำกัดสิทธิ์เข้าถึงตามความจำเป็นของแต่ละแผนก"
สำหรับแนวโน้มการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีการนำ AI มาใช้ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโดยผู้โจมตีเริ่มเปลี่ยนจากการสแกนเพื่อเจาะระบบไปทั่ว มาเป็นการใช้ AI ดึงและประมวลผลข้อมูลโปรไฟล์เชิงลึกของพนักงานผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อนำมาวางแผนโจมตีแบบเฉพาะเจาะจง
ขณะเดียวกันกระบวนการสร้างมัลแวร์ซับซ้อนก็ถูกทำผ่าน AI ทั้งสิ้น ทำให้ความเร็วและความรุนแรงของการโจมตีสูงขึ้นจนการตั้งรับด้วยแรงงานคนไม่ทันการณ์ ดังนั้นจึงต้องมีการนำ AI มาใช้เพื่อป้องกัน และในอีกมุมก็ต้องป้องกันไม่ให้ AI เข้ามาโจมตีด้วย
เบื้องต้น Kaspersky ได้แนะแนวทางรับมือและปรับตัวสำหรับองค์กรและภาครัฐออกเป็น 4 กลยุทธ์หลัก ตั้งแต่ 1.การรวมศูนย์ระบบความปลอดภัย สำหรับองค์กรที่มีงบประมาณจำกัด ควรเปลี่ยนจากการซื้อซอฟต์แวร์ป้องกันแยกส่วนหลายสิบตัว มาเป็นการใช้ "แพลตฟอร์มความปลอดภัยแบบบูรณาการ" เช่น แพลตฟอร์ม XSP หรือระบบบริการตรวจจับและตอบสนองจัดการ (MDR/XDR) เพื่อให้มีหน้าจอแดชบอร์ดกลางเพียงจุดเดียวในการมองเห็นภาพรวมระบบทั้งหมด และลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
2.ปรับใช้ AI ในศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย ด้วยการนำโมเดล Machine Learning เข้ามาช่วยคัดกรองและประมวลผลภัยคุกคามแบบอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย 3.กำหนดนโยบายข้อมูล องค์กรและภาครัฐต้องออกนโยบายควบคุมไม่ให้พนักงานโพสต์รายละเอียดการทำงาน โครงสร้างเทคโนโลยี หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่ลงบนโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้โจมตีใช้ AI ดึงข้อมูลไปวางแผนเจาะระบบ
4.ขยายการคุ้มครองระบบการผลิตและ OT เนื่องจากภัยคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบไอทีในสำนักงาน แต่ครอบคลุมถึงระบบควบคุมอุตสาหกรรม (OT/ICS) เครือข่ายการผลิต และอุปกรณ์ไอโอที (IoT) ซึ่งหากถูกโจมตีจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการทำงานและสร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคเป็นวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม Kaspersky มองว่า ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดเป้าหมายหลักในภูมิภาคอาเซียนที่มีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและนโยบายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และฮับ AI ที่ยังมีการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง


