xs
xsm
sm
md
lg

กูรูไอทีชี้ AI ไม่แย่งงาน แนะการศึกษาไทยเร่งปรับตัวสร้างทักษะอนาคต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์" กูรูไอที ชี้ AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ระบบการศึกษาไทยต้องเร่งปรับตัวสร้างทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI Transformation & Solution กล่าวถึงกระแสความกังวลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับข้อความที่ว่า "เด็กกำลังเรียนเพื่ออาชีพที่อาจไม่มีอยู่จริงในปี 2030" ซึ่งสะท้อนความหวั่นวิตกของผู้ปกครองและนักการศึกษาต่อการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยบอกว่าข้อความดังกล่าวมีความจริงอยู่บางส่วน แต่ก็เป็นการนำเสนอที่ค่อนข้างสุดโต่งเพื่อดึงดูดความสนใจ สิ่งสำคัญคือสังคมควรมองประเด็นนี้อย่างสมดุลและเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน

"สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่ AI ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่คือ ระบบการศึกษาที่ปรับตัวช้ากว่าความเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะอนาคตจะไม่ได้เป็นของคนที่รู้มากที่สุด หากแต่เป็นของคนที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุด ปรับตัวได้ดีที่สุด และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคมได้อย่างต่อเนื่อง"

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์อธิบายว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทั้งภาคการเงิน การแพทย์ การศึกษา การผลิต และภาครัฐ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่การที่ AI เข้ามาแทนที่อาชีพทั้งหมด หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะงานภายในอาชีพนั้นๆ เช่น พนักงานบริการลูกค้าที่เปลี่ยนบทบาทจากผู้ตอบคำถามมาเป็นผู้ควบคุมและบริหาร AI Agent โปรแกรมเมอร์ที่ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดและตรวจสอบข้อผิดพลาด นักบัญชีที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และนักการตลาดที่ใช้ AI สร้างเนื้อหาและออกแบบแคมเปญ

งานที่มีความเสี่ยงสูงสุดจึงไม่ใช่งานที่ใช้ความรู้สูงหรือต่ำ แต่คืองานที่ทำซ้ำตามขั้นตอนเดิมและสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ได้ชัดเจน ขณะที่งานซึ่งต้องอาศัยการตัดสินใจ การแก้ปัญหาซับซ้อน การสื่อสารระหว่างมนุษย์ และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ยังคงต้องพึ่งพามนุษย์เป็นหลัก


ผศ.ดร.รุ่งโรจน์จึงมองว่าคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "AI จะมาแย่งงานหรือไม่" แต่ควรเป็น "มนุษย์จะทำงานร่วมกับ AI อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด" เพราะคนที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตอาจไม่ใช่คนที่แข่งกับ AI แต่เป็นคนที่รู้จักใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพของตนเอง

***ระบบการศึกษายุคอุตสาหกรรม ปะทะโลกยุค AI

เมื่อมองลึกลงไป ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ชี้ว่าระบบการศึกษาของโลกส่วนใหญ่ รวมถึงประเทศไทย ถูกออกแบบขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเพื่อผลิตแรงงานจำนวนมากป้อนโรงงานและระบบราชการ จึงเน้นการเรียนรู้แบบมาตรฐานเดียวกัน การท่องจำ และการสอบวัดผล ซึ่งอาจเหมาะสมกับโลกในอดีต แต่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักในยุคที่ AI สามารถจดจำข้อมูลได้มากกว่ามนุษย์หลายล้านเท่าและค้นหาคำตอบได้ภายในไม่กี่วินาที หากการศึกษายังวัดความสามารถของเด็กจากการจดจำข้อมูลเพียงอย่างเดียว มนุษย์ย่อมเสียเปรียบ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทักษะที่จะมีคุณค่ามากขึ้นในโลกยุคใหม่ จึงได้แก่ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร ความสามารถในการปรับตัว และความรู้ความเข้าใจด้าน AI หรือ AI Literacy

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า AI อาจเก่งกว่ามนุษย์ในการค้นหาคำตอบ แต่ยังไม่เก่งกว่ามนุษย์ในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง และในหลายกรณี "คำถามที่ดี" ก็มีคุณค่ามากกว่า "คำตอบที่รวดเร็ว"

นอกจากนี้ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ยังยกเรื่องประวัติศาสตร์ ซึ่งสอนให้เห็นว่าทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น มักตามมาด้วยความกังวลว่ามนุษย์จะถูกแทนที่ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อในอดีตที่ว่าตู้ ATM จะทำให้พนักงานธนาคารหมดความจำเป็น อินเทอร์เน็ตจะทำให้ร้านค้าปลีกล้มละลาย หรือคอมพิวเตอร์จะทำให้แรงงานตกงานจำนวนมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืองานบางประเภทลดลง ขณะที่งานรูปแบบใหม่กลับเกิดขึ้นจำนวนมหาศาล เช่นเดียวกับยุค AI ที่ปัจจุบันเริ่มเห็นอาชีพใหม่ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักเมื่อ 5-10 ปีก่อน อาทิ AI Engineer, AI Product Manager, AI Auditor, AI Governance Specialist, AI Trainer และ Human-AI Workflow Designer และมีความเป็นไปได้สูงว่าอาชีพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในอีก 10-20 ปีข้างหน้า บางส่วนอาจยังไม่ถูกสร้างขึ้นในวันนี้ด้วย

ดังนั้น ในอดีตหลายคนเชื่อว่า "เรียนให้จบ แล้วจึงเข้าสู่โลกการทำงาน" แต่แนวคิดนี้อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในยุค AI เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนความรู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยวันนี้อาจล้าสมัยภายในเวลาไม่กี่ปี คนทำงานในอนาคตจึงต้องพัฒนาทักษะใหม่อยู่เสมอและพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

องค์กรชั้นนำทั่วโลกจึงเริ่มให้ความสำคัญกับ "ศักยภาพในการเรียนรู้" มากกว่าความรู้เฉพาะทางเพียงอย่างเดียว เพราะความรู้สามารถเรียนเพิ่มได้ แต่ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นทักษะที่พัฒนาได้ยากกว่ามาก

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ทิ้งท้ายว่า หากมีลูกหลานในวันนี้ คำถามที่ให้ความสำคัญอาจไม่ใช่ "ลูกควรเรียนอะไร" แต่เป็น "ลูกสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วแค่ไหน กล้าตั้งคำถามหรือไม่ และสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าใหม่ได้หรือไม่" เพราะในโลกที่ความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเรื่องปกติ ความสามารถที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ความรู้ที่มีอยู่ในวันนี้ แต่คือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งที่ยังไม่เคยมีใครสอน

ท้ายที่สุดแล้ว ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดจึงอาจไม่ใช่ AI ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่คือระบบการศึกษาที่ปรับตัวช้ากว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้.