'ไชยชนก' สั่ง ThaiCERT ผนึกกรมการขนส่งทางบก ตรวจปมข้อมูลทะเบียนรถ-ข้อมูลส่วนบุคคลโผล่โซเชียล เร่งพิสูจน์แหล่งข้อมูลด้วย Digital Forensics ก่อนวางมาตรการอุดช่องโหว่ไซเบอร์
เมื่อวันที่ 4 ส.ค.69 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ส่งทีม ThaiCERT ลงพื้นที่ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบกรณีข้อมูลทะเบียนรถและข้อมูลส่วนบุคคลถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
การตรวจสอบครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงข้อกล่าวอ้างว่ามีเว็บไซต์ที่สามารถค้นหาข้อมูลบุคคลจากหมายเลขทะเบียนรถได้ โดยกรมการขนส่งทางบกในฐานะหน่วยงานเจ้าของระบบ จะทำงานร่วมกับ ThaiCERT ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือเหตุการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ
ขณะนี้ทั้ง 2 หน่วยงานอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์หลักฐานทางเทคนิค และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมประเมินขอบเขตและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล หรือ Digital Forensics เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
นายไชยชนกสั่งการโดยมีสาระสำคัญว่าให้ สกมช. มอบหมายทีม ThaiCERT ลงพื้นที่ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบกรณีเผยแพร่ข้อมูลทะเบียนรถและข้อมูลส่วนบุคคลบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงตรวจสอบข้อกล่าวอ้างว่ามีเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลจากหมายเลขทะเบียนรถได้ โดยต้องดำเนินการบนพื้นฐานของพยานหลักฐานทางเทคนิคอย่างรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังอยู่ในขั้นตอนพิสูจน์ข้อเท็จจริง จึงยังไม่สามารถระบุสาเหตุหรือแหล่งที่มาของข้อมูลได้ในขณะนี้ สกมช. และกรมการขนส่งทางบกจะร่วมกันตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ครบถ้วนและถูกต้อง
หลังการตรวจสอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดทำข้อเสนอแนะ รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกันและยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของระบบให้เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าวว่า กระทรวงดีอีได้รับนโยบายจากนายไชยชนกให้เฝ้าระวังและป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลผิดกฎหมาย ซึ่งอาจถูกสแกมเมอร์นำไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ พร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันทีเมื่อพบการกระทำความผิด
ในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต กระทรวงดีอีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ร่วมกับ สกมช. ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมพิจารณาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
"กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายบนสื่อสังคมออนไลน์ เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งครอบคลุมการนำเข้าข้อมูลที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จ การนำเข้าข้อมูลที่กระทบความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ หรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก" น.ส.แนนกล่าว
นอกจากนี้ น.ส.แนนกล่าวว่า ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยกระทรวงดีอีจะเดินหน้าตรวจสอบการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจผิดกฎหมายควบคู่กับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางเทคนิค เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลของประชาชนถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมออนไลน์


