xs
xsm
sm
md
lg

'NT' อ้าแขนรับพันธมิตร พลิกธุรกิจ คาดปี 69 ขาดทุน 4 พันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'NT' จ่ายโบนัสพนักงาน 1 เดือน หลังปี 2568 กำไรสุทธิ 3,004 ล้านบาท สูงกว่าแผน แม้ปี 2569 คาดขาดทุน 4,000 ล้านบาท เดินหน้ารัดเข็มขัด-ปรับโครงสร้าง เปิดรับพันธมิตร ปูทางกลับมากำไรปี 2571 ตามเป้า

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรและควบคุมต้นทุนครั้งใหญ่ หลังรายได้จากสัญญาพันธมิตรซึ่งเคยเป็นรายได้ก้อนสำคัญสิ้นสุดลง ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกขาดทุนประมาณ 1,100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าผลขาดทุนทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ดีกว่าแผนเดิมที่ประเมินว่าจะขาดทุนราว 6,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ากลับมามีกำไรในปี 2571

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่รายได้ทั้งหมดมาจากการดำเนินงานของ NT เอง หลังสิ้นสุดรายได้จากพันธมิตร ซึ่งในอดีตเคยสร้างรายได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิราว 10,000 ล้านบาทต่อปี

ปรับองค์กรก้าวสู่ One NT

NT เริ่มใช้โครงสร้างองค์กรใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.69 ที่ผ่านมา โดยยุบรวมสายงานและหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน ตั้งแต่ระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายงาน ไปจนถึงส่วนงาน เพื่อให้แต่ละภารกิจมีผู้รับผิดชอบชัดเจน

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารงานที่เน้นกระบวนการเป็นศูนย์กลาง (Process-oriented) พร้อมบูรณาการศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย ระบบโครงข่าย ศูนย์บริการลูกค้า และซอฟต์แวร์ภายในองค์กรเข้าด้วยกัน

พันเอก สรรพชัยย์ ประเมินว่าการรวมองค์กรสู่ One NT มีความคืบหน้าประมาณ 70% ขณะที่ยังต้องปรับระเบียบและกระบวนการเดิมของ TOT และ CAT ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านการ Upskill และ Reskill โดยเฉพาะความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและพัฒนาบริการดิจิทัลสำหรับหน่วยงานภาครัฐอย่างปลอดภัย

รายได้หดหลังสัญญาสิ้นสุด

การสิ้นสุดรายได้จากพันธมิตรทำให้รายได้รวมของ NT ลดลงจากเดิมประมาณปีละ 90,000 ล้านบาท เหลือราว 45,000-50,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน โครงสร้างรายได้ของบริษัทเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

รายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเคยมีสัดส่วนมากกว่า 50% ลดลงเหลือประมาณ 15-20% ขณะที่ธุรกิจบรอดแบนด์กลายเป็นรายได้หลัก มีสัดส่วนประมาณ 40-50% ส่วนธุรกิจดิจิทัลขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 20-22%

แม้ธุรกิจดิจิทัลจะเติบโตราว 20% แต่ยังไม่สามารถทดแทนรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลดลงได้ทั้งหมด ประกอบกับ NT ยังมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากโครงการปรับโครงสร้างกำลังคนโดยความสมัครใจ หรือ MSP รวมถึงต้นทุนพลังงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี การบริหารค่าใช้จ่ายทำให้ผลขาดทุนครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 1,100 ล้านบาท ดีกว่าแผนที่คาดว่าจะขาดทุนประมาณ 2,200 ล้านบาทในช่วงเดียวกัน ส่วนผลประกอบการทั้งปีคาดว่าจะขาดทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 NT มีกำไรสุทธิ 3,004 ล้านบาท สูงกว่าแผนที่ตั้งไว้ประมาณ 365 ล้านบาท จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและไม่มีภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากคดีความเหมือนช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) อนุมัติจ่ายโบนัสพนักงานในอัตรา 1 เดือน โดยเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.69

ตามแผนวิสาหกิจ NT คาดว่าจะยังขาดทุนในปี 2569 และ 2570 ก่อนกลับมามีกำไรในปี 2571 โดยตั้งเป้ากำไรเบื้องต้นประมาณ 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ งบประมาณภาครัฐ การจัดเก็บหนี้ และโครงการ MSP


ลดลงทุนควบคุมค่าเสื่อม

ทั้งนี้ NT เตรียมลดค่าใช้จ่ายในธุรกิจที่เริ่มทรงตัวหรือมีแนวโน้มถดถอย พร้อมยุบรวมกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อควบคุมผลขาดทุนให้อยู่ในกรอบที่กำหนด

ต้นทุนของบริษัทประมาณครึ่งหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ขณะที่มากกว่า 20% เป็นค่าเสื่อมราคาจากการลงทุน ดังนั้น นอกจากโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดแล้ว บริษัทยังเลือกควบคุมค่าเสื่อมผ่านการลดงบลงทุน

จากเดิมที่ TOT และ CAT เคยมีงบลงทุนฝ่ายละประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี หลังการควบรวม NT ได้ลดงบลงทุนรวมลงมาอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะที่งบลงทุนปี 2570 ซึ่งฝ่ายบริหารเสนอไว้ราว 4,700 ล้านบาท ถูกบอร์ดขอให้ปรับลดเหลือประมาณ 4,000 ล้านบาท

"บริษัทจะชะลอโครงการที่ยังไม่จำเป็น โดยเฉพาะการลงทุนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และงานก่อสร้างที่มีราคาสูงขึ้น แต่ยังคงให้น้ำหนักกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์ และบริการที่สามารถสร้างรายได้ใหม่" พันเอก สรรพชัยย์ กล่าว

ดิจิทัลขึ้นแท่นรายได้ใหม่

ทั้งนี้ NT วางเป้าหมายให้ธุรกิจดิจิทัลและ ICT Solutions เป็นกลไกหลักในการชดเชยรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยปัจจุบันธุรกิจดิจิทัลสร้างรายได้ประมาณ 6,500 ล้านบาท และตั้งเป้ารักษาอัตราการเติบโตที่ประมาณ 20-25% ต่อปี

ในปี 2570 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจดิจิทัลและ ICT Solutions ประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยรายได้ราว 80% มาจากลูกค้าภาครัฐ โดยเฉพาะระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) และ Cloud Management Platform

NT วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ให้บริการที่มีความเป็นกลาง หรือ Neutral โดยข้อมูลที่ไม่มีความอ่อนไหวจะเปิดให้หน่วยงานเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ได้อย่างอิสระ เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน ขณะที่ข้อมูลสำคัญของรัฐต้องจัดเก็บภายในประเทศและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม

บริการ Government Cloud ยังขยายจากการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและ Virtual Machine ไปสู่บริการระดับแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์ เช่น e-Office ระบบรักษาความปลอดภัย Database Service และ Open Data

สำหรับ GDCC มีข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ที่ 99.99% ขณะที่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาอยู่ที่ 100% เนื่องจากออกแบบระบบแบบ Active-Active ข้ามศูนย์ข้อมูล ส่วนบริการ Open Data ซึ่งมีผู้ให้บริการ Hyperscaler เข้าร่วม มี SLA ประมาณ 99.95%

บรอดแบนด์ยังมีช่องโต

ธุรกิจบรอดแบนด์ของ NT มีลูกค้าประมาณ 1.9 ล้านราย และมียอดผู้ใช้บริการเพิ่มสุทธิราว 20,000-30,000 รายต่อปี หลังจากจำนวนลูกค้าเคยลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม โครงข่ายบรอดแบนด์ยังมีความจุว่างประมาณ 40% บริษัทจึงต้องเร่งทำตลาดและปรับปรุงบริการหลังการขาย เพื่อเพิ่มรายได้จากสินทรัพย์ที่มีอยู่

NT ได้มอบหมายงานบริการหลังการขายให้บริษัท เอ็นที เอาท์ซอร์สซิ่ง เซอร์วิส จำกัด หรือ NT OS ดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ ส่งผลให้ระยะเวลาซ่อมคืนระบบและคุณภาพบริการดีขึ้น พร้อมลดต้นทุนด้านยานพาหนะและการดำเนินงานของบริษัทแม่

ส่วนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่มีลูกค้าประมาณ 2.4 ล้านราย โดยบริษัทเตรียมลดต้นทุนค่าโรมมิ่งและปรับแพ็กเกจให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น พร้อมมุ่งให้บริการกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและตลาดองค์กร แม้ NT จะไม่มีโครงข่าย 5G เป็นของตนเอง


ดาต้าเซ็นเตอร์ติดขั้นตอนรัฐ

พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวว่า NT ยังคงลงทุนศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นโครงการขนาดประมาณ 200-400 ล้านบาท รวมมูลค่าลงทุนต่อปีไม่เกิน 1,000 ล้านบาท แตกต่างจากภาคเอกชนที่ประกาศโครงการมูลค่าหลายหมื่นล้านถึงแสนล้านบาท

ที่ผ่านมา มีพันธมิตรเสนอหารือโครงการลงทุนศูนย์ข้อมูลกับ NT มูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่การลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจต้องผ่านบอร์ด หน่วยงานกำกับ และคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่ากรอบ 18 เดือนถึง 2 ปีที่นักลงทุนต้องการ

บอร์ดบริษัทจึงมอบหมายให้ฝ่ายบริหารศึกษาวิธีลดข้อจำกัดดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้ NT สามารถร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้เร็วขึ้น

ส่วนข้อกังวลว่าศูนย์ข้อมูลจะใช้ไฟฟ้าและน้ำจนกระทบประชาชน พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวว่า ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคต้องตรวจสอบความพร้อมของพื้นที่ก่อนอนุญาต ขณะที่ภาครัฐกำลังพิจารณามาตรการจูงใจให้ศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีไฟฟ้าสำรอง เพื่อลดการกระจุกตัว

ถือเงินสดแสนล้านไม่เร่งขาย

"ยืนยันว่า NT ไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท ปัญหาหลักจึงอยู่ที่ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ บริษัทจึงยังไม่มีความจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่สินทรัพย์ขนาดเล็กที่ไม่ได้ใช้งานและกลายเป็นภาระ เช่น อาคารหรือห้องแถวที่ต้องเสียค่าดูแลและภาษี อาจถูกเสนอให้บอร์ดพิจารณาจำหน่ายหรือปรับรูปแบบการใช้งาน" พันเอก สรรพชัยย์ กล่าว

ล่าสุด NT ได้ลงนามสัญญาให้เช่าพื้นที่อาคารสุรวงศ์ระยะยาว หลังใช้เวลาเจรจามาหลายปี สะท้อนข้อจำกัดของรัฐวิสาหกิจในการนำสินทรัพย์ออกมาสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว

วางโครงข่ายรับภัยพิบัติ

นอกจากนี้ NT อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ กสทช. เพื่อพัฒนาโครงข่ายสื่อสารเฉพาะกิจสำหรับภาครัฐ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน ที่ผ่านมา เมื่อเกิดภัยพิบัติ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เชิงพาณิชย์อาจหยุดให้บริการ เนื่องจากต้องตัดระบบไฟฟ้าเพื่อป้องกันอันตราย ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีโครงข่ายที่ยังสามารถใช้สั่งการและประสานความช่วยเหลือได้

ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักการจัดสรรคลื่นสำหรับภารกิจภัยพิบัติแล้ว เหลือการพิจารณารูปแบบงบประมาณและการดำเนินงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดโครงข่ายสื่อสารเฉพาะกิจด้านความมั่นคง (PSMN)

นอกจากนี้ NT ยังเสนอให้มีระบบ Single Submission หรือช่องทางกลางรับคำขอจากนักลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและศูนย์ข้อมูล ก่อนกระจายเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาต โดยยืนยันว่าแนวทางดังกล่าวไม่ใช่การให้สิทธิผูกขาดแก่ NT

กระจายทราฟฟิกลดความเสี่ยง

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการกระจายเส้นทางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ทราฟฟิกประมาณ 80% กระจุกตัวผ่านเส้นทางภาคใต้และเคเบิลใต้น้ำบางเส้น

พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวว่า NT เสนอให้เพิ่มเส้นทางเชื่อมต่อทั้งทางบกและเคเบิลใต้น้ำ เพื่อให้ประเทศยังสามารถสื่อสารได้ หากโครงข่ายบางส่วนได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

บริษัทจะขับเคลื่อนแนวคิด Data Sovereignty โดยข้อมูลสำคัญและข้อมูลอ่อนไหวของรัฐต้องจัดเก็บภายในประเทศไทย พร้อมผลักดัน Technology Sovereignty เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากผู้ขายรายเดียว

โครงข่ายของ NT สามารถออกแบบให้ใช้อุปกรณ์จากจีน อุปกรณ์ที่ไม่ใช่จีน หรือระบบแบบผสมผสานได้ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า มาตรการคว่ำบาตร และปัญหา Vendor Lock-in


เคเบิลใต้น้ำรอแผนลงทุน

ขณะเดียวกัน NT อยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนระบบเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ เนื่องจากระบบเดิมประมาณ 3-4 เส้นเริ่มมีอายุการใช้งานมากขึ้น ขณะที่ความจุในเคเบิลเส้นใหม่บางส่วนใกล้เต็ม

การก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี และเมื่อรวมขั้นตอนการศึกษา อนุมัติ และจัดซื้อจัดจ้าง อาจใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี จึงจำเป็นต้องเริ่มวางแผนล่วงหน้า โดยโครงการขนาดใหญ่จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

ส่วนภารกิจวิทยุติดต่อเรือเดินทะเล ซึ่ง NT รับช่วงต่อมาตั้งแต่ยุคกรมไปรษณีย์โทรเลข แม้ไม่ใช่ภารกิจหลักของบริษัท แต่ยังจำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่องตามพันธกรณีและมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกือบ 100 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ NT ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 จำนวน 58 ล้านบาทต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจดังกล่าวในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ขณะเดียวกัน บอร์ด NT เห็นชอบให้นำเสนอเรื่องต่อกระทรวงดีอี เพื่อหารือกับกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับการรับโอนภารกิจให้กลับไปอยู่ภายใต้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง โดยในอนาคต NT อาจปรับบทบาทจากเจ้าของภารกิจและสินทรัพย์ มาเป็นผู้รับจ้างบริหารจัดการระบบแทน

ย้ำบทบาทสมบัติของชาติ

พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวว่า บริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% และมีภารกิจรักษาสมดุลตลาดโทรคมนาคม รวมถึงให้บริการในพื้นที่ห่างไกลซึ่งผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์อาจไม่เข้าไปดำเนินธุรกิจ

ดังนั้น เป้าหมายของบริษัทจึงไม่ใช่การแสวงหากำไรสูงสุดจากประชาชนเพียงด้านเดียว แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างฐานะการเงิน การให้บริการสาธารณะ ความมั่นคงของประเทศ และการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวชี้วัดสำคัญ เช่น EBITDA อัตราค่าใช้จ่ายต่อรายได้ และค่าเสื่อมราคาต่อรายได้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ NT ยอมรับว่าความเร็วในการฟื้นตัวยังเป็นโจทย์สำคัญ หาก NT ต้องการกลับมามีกำไรภายในปี 2571 ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น