คำถามที่ว่า “มากเกินไปไหม? ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกระจุกตัวเกิน 30 แห่ง?” เป็นคำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงหลายด้าน ทั้งในแง่ของมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และต้นทุนแฝงเชิงทรัพยากรธรรมชาติที่โครงสร้างพื้นฐานของคนเมืองหลวงต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากมองที่จำนวนโครงการ Data Center ช่วงต้นปี 2569 รวมแล้วประเทศไทยมี Data Center ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเกิน 40 แห่ง อยู่ในระหว่างการก่อสร้างอย่างแข็งขันอีก 20 แห่ง และมีโครงการที่อยู่ภายใต้ขั้นตอนการวางแผนเตรียมพัฒนาเพิ่มเติมอีก 10 แห่ง
นับตั้งแต่เริ่มต้น พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนสำหรับ Data Center แห่งใหม่ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 43 โครงการ โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวมกันสูงถึงประมาณ 22,000 ล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 824,000 ล้านบาท
การวิจัยชี้ว่ากำลังไฟฟ้าที่จ่ายให้กับระบบ Data Center ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 135 เมกะวัตต์ (MW) ในปี 2566 ทะยานขึ้นเป็น 200 MW ในปี 2567 และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวไปถึง 270 MW ภายในปี 2572 โดยปัจจุบัน กว่า 90% ของ Data Center ที่จัดตั้งในประเทศไทย ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรขนาดใหญ่ และถูกออกแบบก่อสร้างขึ้นตามมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงระดับสูงสุดในเกณฑ์ Tier 3 และ Tier 4
ประเทศไทยมี Data Center ประเภทผู้ให้บริการร่วม (Colocation) เปิดดำเนินการอยู่แล้วจำนวน 39 แห่ง และมีโครงการที่กำลังเตรียมพัฒนารองรับในอนาคต อีกจำนวน 27 โครงการ โดยรายงานระบุว่าพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และระยอง ครองสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกันสูงถึงกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมดที่วางแผนไว้ของประเทศ
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและรายงานแนวโน้มอุตสาหกรรม ชี้ว่าศูนย์ข้อมูล Data Center ในเขตกรุงเทพมหานครมีศูนย์ข้อมูลระดับองค์กรและผู้ให้บริการหลักอยู่ประมาณ 31 - 37 แห่ง โดยทำเลยอดนิยมสำหรับการลงทุนยุคใหม่จะเกาะกลุ่มอยู่ตามพื้นที่เศรษฐกิจหลัก เช่น ย่านพระราม 9 และศูนย์กลางธุรกิจ อย่างโซนสุขุมวิทและพระราม 4 จำนวนนี้ยังน้อยกว่าสิงคโปร์ ที่มี Data Center เปิดดำเนินการแล้วเกิน 70 แห่ง โดยมีขีดความสามารถในการประมวลผลรวมกันมากกว่า 1.4 กิกะวัตต์ รวมถึงเขตจาการ์ตาและพื้นที่ปริมณฑล (Greater Jakarta) มี Data Center แบบดำเนินการแล้วมากกว่า 81 แห่ง
***โตตามเศรษฐกิจดิจิทัล
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม Data Center ในประเทศไทยเป็นผลสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ได้คาดการณ์ว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในปี 2568 นั้นสูงถึง 4.69 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยรวมของไทยถึง 3.4 เท่า
นอกจากนี้บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ (Gartner) ได้ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทยในปี 2568 จะแตะระดับ 9.96 แสนล้านบาท (เติบโต 7.9% YoY) โดยกลุ่มธุรกิจระบบดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Systems) เป็นกลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดที่ 17.0% ต่อปี
ในส่วนสถิติจำนวน Data Center ในประเทศไทย ปัจจุยันมีการรายงานจากหลายแหล่งข้อมูลอิสระ โดยข้อมูลสถิติจากแพลตฟอร์ม Cloudscene ณ เดือนเมษายน 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการอยู่จำนวน 42 แห่ง ส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามหลังสิงคโปร์ (99 แห่ง) อินโดนีเซีย (86 แห่ง) และมาเลเซีย (62 แห่ง)
แต่ข้อมูลจาก Data Center Map ณ มีนาคม 2569 ระบุว่าประเทศไทยมีจำนวน Data Center รวม 60 แห่ง จัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น้อยกว่าอินโดนีเซีย (185 แห่ง) มาเลเซีย (109 แห่ง) และสิงคโปร์ (65 แห่ง)
***Data Center ในกรุง กินแชร์ 65%
ทำเลที่ตั้งของ Data Center ในประเทศไทยมีการจัดแบ่งสัดส่วนการลงทุนและการเติบโตอย่างชัดเจนออกเป็น 3 เขตพื้นที่ ตามผลการวิเคราะห์ของ DC Market Insights และรายงาน ResearchAndMarkets.com
เขตแรกคือพื้นที่ในแถบกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ถือเป็นฐานที่มั่นหลักของการลงทุน โดยครองส่วนแบ่งทางการตลาดด้านโครงสร้างพื้นฐานกว่า 65% เนื่องจากมีความหนาแน่นของโครงข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลเชื่อมต่อภายใน
หากพิจารณาเฉพาะ Data Center ที่ดำเนินการอยู่ 42 แห่ง (ตามสถิติของ Cloudscene) จะพบว่าตั้งอยู่ในพื้นที่นี้ 37 แห่ง
เขตที่ 2 คือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC - ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา) ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาด 20% โดย EEC เป็นทำเลทองใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีและระยอง ดึงดูดโครงการระดับ Hyperscale ขนาดใหญ่เป็นหลักเนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี นโยบายเขตอุตสาหกรรมดิจิทัล (EECd) และการเป็นจุดเชื่อมต่อสถานีเคเบิลใต้น้ำหรือ Submarine Cable Landing Station
ข้อมูลของ ResearchAndMarkets.com ระบุว่า พื้นที่ระยอง ชลบุรี และกรุงเทพฯ รวมกันจะมีส่วนแบ่งพลังงานไฟฟ้ารองรับของโครงการ Data Center ที่กำลังอยู่ระหว่างการวางแผนสูงถึงกว่า 40% ของกำลังการผลิตไฟฟ้า Data Center รวมทั้งหมดของประเทศ
เขตที่ 3 คือภูมิภาคอื่น ๆ เช่น เชียงใหม่, ขอนแก่น, ภูเก็ต, สงขลา ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 15% โดยจังหวัดหัวเมืองหลักนอกเหนือจากกรุงเทพฯ และ EEC เริ่มมีการขยายตัวเพื่อติดตั้ง Data Center ประเภท Edge Data Center ขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานปลายทาง หรือเซิร์ฟเวอร์ระดับองค์กร (Enterprise) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วในการรับส่งข้อมูลของเครือข่าย 5G ในส่วนภูมิภาค
สถานการณ์การเติบโตของ Data Center ประเทศไทยที่บริษัท Aquatech เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่ามี Data Center เปิดดำเนินการแล้ว 40 แห่ง อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 20 แห่ง และอยู่ในขั้นตอนการวางแผนอีก 10 แห่ง ด้านรายงานวิจัยตลาดจาก ResearchAndMarkets.com เผยแพร่ในช่วงปลายปี 2568 ระบุว่าประเทศไทยมีโครงการ Data Center ประเภทบริการรับฝากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Colocation) ที่เปิดดำเนินการอยู่จำนวน 39 แห่ง และมีโครงการใหม่ที่เตรียมจะเปิดตัวในอนาคตอีก 27 โครงการ
จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของ Speeda, Uptime Institute และ DataCenterMap.com รวบรวมโดยกลุ่มงานวิจัยเศรษฐกิจของ LH Bank ณ เดือนพฤษภาคม 2568 พบว่า บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) เป็นผู้ดำเนินการรายใหญ่ที่สุดของประเทศด้วยจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์รวม 13 แห่ง ตามด้วย CSL (ในเครือ AIS) 9 แห่ง และ True IDC 4 แห่ง
***กินไฟดุ
ในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าและภาระการใช้ทรัพยากร การวิเคราะห์ข้อมูลของ Mordor Intelligence ที่เผยแพร่ในรายงานวิจัยของ LH Bank ระบุว่ากำลังไฟฟ้าที่จ่ายให้กับระบบดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยขยายตัวจาก 135 MW ในปี 2566 ขึ้นสู่ 200 MW ในปี 2567 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตจนถึง 270 MW ภายในปี 2572 (อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม CAGR อยู่ที่ประมาณ 6.0%)
สำหรับกำลังการผลิตของโครงการระดับ Hyperscale ที่ได้รับการอนุมัติล่าสุด พบว่าโครงการของ NextGen (บริษัทลูกในเครือ DAMAC Digital ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ได้รับอนุมัติก่อสร้าง Data Center ขนาด 84 MW ณ นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี
ยังมีโครงการของ Vistas Technology (บริษัทลูกในเครือ ZData Technologies ประเทศจีน) ที่ได้รับอนุมัติก่อสร้าง Data Center ขนาด 80 MW ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี
ในส่วนโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ของบิ๊กเทค ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างในจังหวัดชลบุรี โดยมีการวางแผนกำลังการผลิตไฟฟ้ารองรับสูงถึง 0.2 กิกะวัตต์ หรือ 200 MW
จากการศึกษาวิจัยเชิงนโยบายโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า Data Center ระดับ Hyperscale ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 100 MW (มูลค่าการลงทุนเฉลี่ย 33,000 ล้านบาท) จะใช้แรงงานประจำและบุคลากรท้องถิ่นค่อนข้างน้อยเพียงประมาณ 50 คน แต่จะมีอัตราการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในปริมาณที่สูงมาก โดยต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 1,140 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (GWh) ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับอัตราการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยของประชากรไทยจำนวน 1.3 ล้านคน
นอกจากนี้ยังใช้น้ำเพื่อระบบหล่อเย็นสูงถึง 2,550 ล้านลิตรต่อปี เพียงพอสำหรับประชากรใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไปถึง 35,000 คน
ในมุมของความเสี่ยงด้านการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระดับท้องถิ่น แม้ว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ONWR) จะประเมินว่าประเทศไทยในปัจจุบัน "ไม่มีภาวะตึงเครียดด้านน้ำ" และกำลังจัดทำแผนการศึกษาความสมดุลการใช้น้ำซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2570 แต่ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามและคำให้สัมภาษณ์ของชาวบ้านในจังหวัดชลบุรี ผ่านเว็บไซต์ของ NGO อย่าง Mongabay ชี้ให้เห็นว่า ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญ เช่น อ่างเก็บน้ำคลองหลวง เริ่มลดระดับลง และชุมชนเกษตรกรรมรวมถึงฟาร์มสัตว์เลี้ยงในเขตอุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหาการเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภคและต้องซื้อน้ำจากรถขนน้ำในราคาที่สูง
นอกจากนี้ ตัวแทนผู้นำชุมชนท้องถิ่นในเขต EEC ยังให้ข้อมูลว่า โครงการก่อสร้าง Data Center ระดับ Hyperscale ขนาดใหญ่บางโครงการไม่ได้ผ่านกระบวนการทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับพื้นที่ (EIA) และไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งอาจขัดแย้งกับข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ
ที่สุดแล้ว หากพิจารณาเฉพาะมิติตัวเลขเศรษฐกิจ Data Center เหล่านี้ขับเคลื่อนการขยายตัวของมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยซึ่งคาดว่าจะแตะระดับ 4.69 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2568 และช่วยดึงดูดทุนระดับโลกอย่าง AWS, Google, Microsoft และ TikTok เข้าประเทศ แต่หากประเมินจาก "ความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตคนเมืองหลวง" การปล่อยให้มีการกระจุกตัวเกิน 30 แห่ง โดยไม่มีการทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสะสม ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะระบบกำลังเข้าสู่ภาวะเสี่ยงต่อการแย่งชิงพลังงานและน้ำประปาของประชาชน
ดังนั้น ภาครัฐและกรุงเทพมหานครจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น การกำหนดให้ Data Center ทุกแห่งต้องรายงานข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและน้ำสะอาดอย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อลดความกังวลใจของคนไทยทุกคน.


