xs
xsm
sm
md
lg

สนธิถามรัฐบาล Data Center ไทยได้อะไร ชี้กินน้ำกินไฟมหาศาลแต่ได้ไม่คุ้มเสีย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"สนธิ ลิ้มทองกุล" สื่อมวลชนอาวุโสและผู้ดำเนินรายการ "สนธิเล่าเรื่อง" ออกมาตั้งคำถามสำคัญสวนทางรัฐบาลไทยที่กำลังเร่งเครื่องผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อสร้าง Data Center กลายเป็นนโยบายเรือธงที่ถูกนำเสนอว่าจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความมั่งคั่ง

ถามว่า "ไทยได้อะไรกับ Data Center" สนธิ ลิ้มทองกุล มองว่าในขณะที่รัฐบาลพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ความสำเร็จของการดึงดูดการลงทุน แต่เบื้องหลังกลับมี "ต้นทุนแฝง" ที่ประชาชนอาจยังไม่ทราบ โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

หากเปรียบเทียบสถานการณ์กับเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานและทรัพยากรน้ำจากการขยายตัวของ Data Center โดยในส่วนการบริโภคไฟฟ้า Data Center ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรันเซิร์ฟเวอร์และระบบทำความเย็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและค่าไฟฟ้าของประชาชน



ในด้านการใช้น้ำ ระบบระบายความร้อนของ Data Center ขนาดใหญ่ต้องการน้ำในปริมาณมหาศาลต่อวัน ซึ่งในสภาวะที่ไทยเผชิญกับภัยแล้งหรือปัญหาการจัดการน้ำ ทรัพยากรส่วนนี้อาจถูกดึงไปจากภาคการเกษตรหรือการอุปโภคบริโภค

แม้รัฐบาลจะอ้างถึงประโยชน์ในแง่ของ การจ้างงาน และ การถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่สนธิชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจเรื่องการจ้างงานต่ำ เพราะ Data Center ส่วนใหญ่ใช้ระบบอัตโนมัติ ทำให้มีการจ้างงานจริงเพียงไม่กี่ตำแหน่งเมื่อเทียบกับขนาดการลงทุน

กำไรจาก Data Center ยังถูกส่งออกไป เพราะรายได้จากการให้บริการส่วนใหญ่ไหลกลับสู่บริษัทแม่ในต่างประเทศ ขณะที่ไทยต้องแบกรับภาระด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมที่รัดกุม ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะ "เตี้ยอุ้มค่อม" ที่ต้องสละทรัพยากรน้ำและไฟเพื่อรองรับผลกำไรของบริษัทข้ามชาติ

บทสรุปของสนธิในครั้งนี้ถือเป็นการกระตุกหนวดรัฐบาลให้กลับมาทบทวนนโยบายดิจิทัลอย่างรอบคอบ โดยเน้นย้ำว่าการก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่แลกด้วยความมั่นคงทางทรัพยากรของคนในชาติ การสร้าง Data Center ในไทยควรมาพร้อมกับเงื่อนไขที่ชัดเจนในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการคืนประโยชน์ให้สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนที่สวยหรูในหน้ากระดาษเท่านั้น.