xs
xsm
sm
md
lg

วิชั่น SV Academy ถอด Playbook ซิลิคอนแวลลีย์ ปลดล็อกธุรกิจไทย สร้างซอฟต์แวร์ด้วย AI แม้ไม่มีพื้นฐานโค้ด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


3 ผู้บริหาร SV Academy และร่วมก่อตั้ง ชาลี พิสุราช , ไกรรัตน์ ไมรินทร์และ พรหม ปาลเดชพงศ์
เปิดวิชั่น SV Academy หรือ Silicon Valley Academy ในยุคที่ธุรกิจไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมืออำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยย่นระยะเวลาการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นถึง 5 เท่า แถมยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีพื้นฐานเขียนโค้ดสามารถพัฒนาระบบของตัวเองได้จริง

SV Academy ก่อตั้งโดย 3 กูรู "พรหม ปาลเดชพงศ์" นักการศึกษา, "ไกรรัตน์ (มาร์ช) ไมรินทร์" อดีตวิศวกรจาก Amazon และ Databricks และ "ชาลี พิสุราช" อดีตวิศวกรจาก Meta, Google และ Robinhood Markets ผู้เคยดูแลระบบหลังบ้านระดับผู้ใช้งานหลักล้านถึงพันล้านคน

ทั้ง 3 นำแนวคิด Systems Thinking จากซิลิคอนแวลลีย์มาสอนผู้ประกอบการไทยให้ใช้ AI สร้างซอฟต์แวร์เฉพาะทางสำหรับธุรกิจตัวเอง ตั้งแต่ระบบจัดการคลังสินค้า ระบบสั่งซื้ออัตโนมัติ ไปจนถึงระบบบัญชีเฉพาะตัว โดยไม่ต้องพึ่งซอฟต์แวร์สำเร็จรูปหรือจ้างทีมพัฒนาภายนอกราคาสูง


วิสัยทัศน์นี้เริ่มจุดพลุแล้วผ่านหลักสูตร "Silicon Valley Junior" ร่วมกับโรงเรียนเลิศหล้า ก่อนขยายผลสู่หลักสูตรสำหรับผู้ใหญ่ "SV Academy Entrepreneurs and Business Owners" โดยที่ผ่านมา เยาวชนอายุ 10-15 ปี ที่ไม่มีพื้นฐานเขียนโค้ดเลย สามารถใช้เวลาเพียง 5 สัปดาห์ (ราว 12-15 ชั่วโมง) พัฒนาแอปพลิเคชันใช้งานได้จริงระดับ MVP เช่น แอปวิเคราะห์ Personal Color และแพลตฟอร์มแนะแนวการศึกษา โดยอาศัยแนวคิด Lean Startup ควบคู่กับการสั่งงาน AI

ส่วนในระดับธุรกิจ หลักสูตรจะเน้นแก้ปัญหาเฉพาะบุคคล เช่น กรณีตัวอย่างร้านชานมไข่มุกที่ต้องการระบบพิมพ์ฉลากระบุความหวานอัตโนมัติ ผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้วิธีสร้างระบบนั้นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องจ้างซอฟต์แวร์เอนจิเนียร์ในราคาหลักล้านบาท

***ถอด Playbook ซิลิคอนแวลลีย์

ในธุรกิจยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว Artificial Intelligence (AI) ได้แปรสภาพจากเครื่องมืออำนวยความสะดวก ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม และทลายข้อจำกัดด้านทักษะทางเทคนิคขั้นสูง (Skill Set) ลงอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลเชิงประจักษ์จากภาคปฏิบัติชี้ชัดว่า การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กรสามารถย่นระยะเวลา Go-to-Market ได้รวดเร็วขึ้นถึง 5 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในได้หลายเท่า ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้เกิดการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันรูปแบบใหม่ และเปรียบเสมือนการนำพาองค์กรขึ้น “ทางด่วน” เชิงกลยุทธ์ ที่หากธุรกิจใดปฏิเสธการปรับตัว ย่อมต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในที่สุด

พรหม ปาลเดชพงศ์ นักการศึกษา ผู้ก่อตั้ง SV Academy หรือ Silicon Valley Academy
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้คือ การเปลี่ยนผ่านทางความคิดของภาคธุรกิจไทย จากเดิมที่พึ่งพาการเป็นผู้ซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูป หรือการจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อจ้างที่ปรึกษาไอทีจากต่างประเทศ เปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “ผู้สร้าง” (Builder) ที่สามารถพัฒนาและควบคุมระบบนิเวศทางเทคโนโลยีทั้งหมดได้ด้วยตนเอง

เพื่อขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยให้เท่าทันกระแสธารความเปลี่ยนแปลงนี้ SV Academy (Silicon Valley Academy) จึงเกิดขึ้นจากการรวมตัวของ 3 ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ พรหม ปาลเดชพงศ์ นักการศึกษา และสองวิศวกรไทยผู้มีประสบการณ์ตรงจาก Silicon Valley ได้แก่ ไกรรัตน์ (มาร์ช) ไมรินทร์ อดีตวิศวกรจาก Amazon และ Databricks และ ชาลี พิสุราช อดีตวิศวกรจาก Meta, Google และ Robinhood Markets ผู้เคยผ่านการบริหารจัดการระบบหลังบ้านที่รองรับผู้ใช้งานระดับล้านจนถึงพันล้านคนในองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก โดยมีหมุดหมายสำคัญในการนำแนวคิดระดับสากลมาส่งเสริม "กระบวนการคิดเชิงระบบ" (Systems Thinking) เพื่อยกระดับศักยภาพคนไทยตั้งแต่ห้องเรียนสู่ห้องบริหาร

ไกรรัตน์ ไมรินทร์ อดีต Senior Software Engineer สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงในโลกเทคโนโลยีว่า ความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านซอฟต์แวร์ถูกย่นระยะเวลาลงอย่างมหาศาลด้วยพลังของ AI

"ในอดีต โปรเจกต์ขนาดใหญ่ของสตาร์ทอัปในซิลิคอนแวลลีย์อาจต้องใช้เวลาพัฒนาร่วมปีและใช้กำลังคนมากกว่า 20 คน แต่ในปัจจุบัน เราสามารถใช้ AI ในการขับเคลื่อนโครงสร้างโค้ดดิ้งทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ทำให้งานเสร็จสิ้นได้ภายในเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งช่วยลดระยะเวลา Go-to-Market ได้ถึง 5 เท่า"

ไกรรัตน์ ไมรินทร์ อดีตวิศวกรจาก Amazon และ Databricks
ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า บทบาทของบุคลากรสายไอทีและผู้ประกอบการได้เปลี่ยนผ่านจากการนั่งเขียนโค้ดทีละบรรทัด ไปสู่การเป็นผู้บริหารจัดการและตรวจทานระบบ โดยปล่อยให้ AI รองรับงานโครงสร้างพื้นฐานซ้ำ ๆ และใช้มนุษย์ในการวางกลยุทธ์เชิงลึก ตลอดจนการระบุโจทย์ปัญหาให้ตรงจุด

***จากผู้ซื้อ สู่ผู้สร้าง

ชาลี พิสุราช ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบ อธิบายเพิ่มเติมว่า การทำงานร่วมกับ AI ในปัจจุบันเปรียบเหมือนการบริหารทีมงานที่มีศักยภาพสูง ความสำเร็จในยุคนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ความเชี่ยวชาญในการเขียนโค้ดแบบเดิม แต่อยู่ที่ความเข้าใจในการออกแบบระบบ เพื่อตรวจสอบ คุมทิศทาง และสั่งการเครื่องมือให้ส่งมอบผลงานที่ถูกต้องและตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง

เพื่อพิสูจน์ว่ากระบวนการคิดเชิงระบบสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทักษะเชิงเทคนิคดั้งเดิมได้ SV Academy ได้ร่วมมือกับโรงเรียนเลิศหล้า นำร่องหลักสูตร "Silicon Valley Junior" กับเยาวชนอายุ 10-15 ปี ที่ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียนโค้ดมาก่อน

ปรากฏว่าภายในระยะเวลาเพียง 5 สัปดาห์ รวมประมาณ 12-15 ชั่วโมง เยาวชนกลุ่มนี้สามารถสื่อสารสั่งงาน AI โดยนำแนวคิดการทำธุรกิจแบบ Lean Startup มาพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้จริงในระดับเริ่มต้น (Minimum Viable Product หรือ MVP) ได้สำเร็จ เช่น แอปพลิเคชันวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแนะนำการแต่งกาย และแพลตฟอร์มแนะแนวการศึกษาตามความสนใจ

ชาลี พิสุราช อดีตวิศวกรจาก Meta, Google และ Robinhood Markets
พรหม ปาลเดชพงศ์ นักการศึกษา ให้มุมมองที่น่าสนใจว่ากระบวนการเรียนรู้ของ SV Academy ยังให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ โครงสร้างหน้าตาของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการรักษาเสถียรภาพและการต่อยอดระบบ เพื่อให้ซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นมาสามารถใช้งานและสร้างมูลค่าได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่โค้ดที่สร้างเสร็จแล้วถูกปล่อยทิ้งไว้

"หัวใจสำคัญของซอฟต์แวร์ไม่ได้อยู่ที่ตัวโค้ด แต่อยู่ที่วิธีคิดและกระบวนการ และมายด์เซตว่าเราจะบริหารจัดการ AI อย่างไรให้ง่ายและถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่การป้อนคำสั่ง (Prompt) ไปเฉย ๆ หากเราสามารถย่อยกระบวนการคิดระดับวิศวกรคอมพิวเตอร์ให้เด็กอายุ 11 ปีเข้าใจและสร้างแอปพลิเคชันเองได้ ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำไม่ได้เช่นกัน"

จากบทพิสูจน์ในห้องเรียนจูเนียร์ SV Academy ได้เดินหน้าขยายผลสู่ภาคธุรกิจ ผ่านหลักสูตรเข้มข้น "SV Academy Entrepreneurs and Business Owners" ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ เปลี่ยนรูปแบบจากการเรียนทฤษฎีทั่วไป มาเป็นการมุ่งแก้ปัญหาจริงในธุรกิจแบบเฉพาะบุคคล (Personalized & Customized) โดยที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมมาก่อน

หลักสูตรนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมของตนเอง (Domain Expert) สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างโซลูชันเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดการคลังสินค้า ระบบคำสั่งซื้ออัตโนมัติ หรือระบบจัดการบัญชีและภาษีเฉพาะตัว ช่วยให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัวในลักษณะ One Man Business โดยไม่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปหรือจ้างทีมพัฒนาภายนอกด้วยงบประมาณมหาศาล

"สมมติผู้ประกอบการต้องการพัฒนาระบบสำหรับร้านชานมไข่มุก เพื่อพิมพ์ฉลากสินค้าที่สามารถระบุระดับความหวานและรสชาติได้โดยอัตโนมัติ หลักสูตรของเราจะสอนวิธีทำระบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปจ้างซอฟต์แวร์เอนจิเนียร์ภายนอกในราคาเป็นล้านบาท หลักสูตรนี้จะสอนให้ผู้ประกอบการคัสตอมไมซ์ระบบให้ตรงจุดเพนพอยต์ และสามารถควบคุมดูแลระบบได้เองตั้งแต่ต้นจนจบ” พรหม ปาลเดชพงศ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน


ทั้งนี้ ผู้ก่อตั้ง SV Academy ได้สรุปถึงข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ 3 ประการหลักที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการผสาน AI เข้ากับธุรกิจไว้ คือ 1. การย่นระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Go-to-Market) ทั้งช่วยให้ธุรกิจสามารถทดลอง ปรับปรุง และปล่อยฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้า หากโซลูชันแรกไม่ตอบโจทย์ ก็สามารถเปลี่ยนทิศทาง (Pivot) ได้ทันทีโดยไม่มีต้นทุนจมที่สูงเกินไป

2. การสร้างอิสรภาพทางเทคโนโลยี (Ownership) โดยเปลี่ยนผ่านจากการเช่าใช้ซอฟต์แวร์ที่ต้องปรับเวิร์กโฟลว์ของทีมให้เข้ากับโปรแกรม มาเป็นเจ้าของระบบที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์องค์กรตัวเองได้อย่างแท้จริง

3. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเวลา มีการนำ AI มาเปลี่ยนงานประจำที่เป็นลูปซ้ำ ๆ (Routine Tasks) ให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและแรงงาน ทำให้ผู้บริหารมีเวลาไปโฟกัสกับการวางกลยุทธ์การเติบโต หรือนวัตกรรมการตลาดที่มีมูลค่าสูงกว่า

***คำว่า "Silicon Valley" ไม่ใช่ชื่อสถานที่

ความท้าทายที่แท้จริงของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ไม่ใช่เรื่องความสามารถของเครื่องมือ แต่คือ "ทัศนคติ" ในมุมมองของวิศวกรจากซิลิคอนแวลลีย์ คำว่า "Silicon Valley" ไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่คือระบบนิเวศของกลุ่มคนที่พร้อมจะทดลองสิ่งใหม่ ๆ และไม่กลัวความล้มเหลว


SV Academy จึงไม่ได้วางเป้าหมายเป็นเพียงสถาบันฝึกอบรม แต่ตั้งใจสร้างเป็นคอมมูนิตีและพื้นที่บ่มเพาะ โดยสถาบันจะมอบพิมพ์เขียวในการสร้างนวัตกรรม พร้อมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ (เช่น ผู้เชี่ยวชาญระดับ PhD จาก Carnegie Mellon) ที่พร้อมเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรทันทีเมื่อธุรกิจขยายตัว โดยจะยังคงดูแลรักษาสัมพันธ์และพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกันต่อแม้หลักสูตรจะจบลงไปแล้ว

“เมื่อก่อนถ้าเรามีไอเดียอยากสร้างซอฟต์แวร์สักตัว เราต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายในการจ้างทีมพัฒนาที่สูงมาก แต่ตอนนี้ต้นทุนในการลงมือทำมันถูกลงมหาศาล AI เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่มีค่าใช้จ่ายเพียงหลักร้อยบาทต่อเดือน ทำให้เราสามารถทดลองไอเดียใหม่ ๆ ได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอโซลูชันที่ใช่และสร้างผลตอบแทนได้จริง” ไกรรัตน์ กล่าวสรุป

ทั้งนี้ SV Academy เตรียมเปิดคอร์สรุ่นต่อไปสำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ด แต่จะได้ลงมือสร้างซอฟต์แวร์ใช้งานจริงระดับโปรดักชันด้วยตนเอง พร้อมบลูพรินต์ของกระบวนการและเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลต่อเนื่อง คลาสแรกเริ่มวันที่ 23 สิงหาคม 2569.