xs
xsm
sm
md
lg

True หงายไพ่ AI ผงาดขุมทรัพย์ข้อมูล "50 ล้านสัญญาณต่อวินาที"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ฟัง "โจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า" หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เผยเส้นทางการขับเคลื่อนกลยุทธ์ AI ของ True ผ่านมือลูกค้า 50 ล้านรายที่สร้างสัญญาณข้อมูลหรือ signals ทุกวินาที ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์เพื่อนำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคล

หนึ่งในกิจกรรมด้าน AI ล่าสุดที่ True ผลักดันในนั้นมีทั้งความร่วมมือกับ Google ในการส่งเสริมการใช้ AI อย่างปลอดภัยในมหาวิทยาลัยและกลุ่มเยาวชน รวมถึงการเปิดใช้ AI ใน 44,000 สถานีฐานทั่วประเทศ โดย True ได้ดึงจีนี (Genie) แพลตฟอร์มอัจฉริยะเข้ามาช่วยจัดการและเปิด-ปิดสัญญาณผ่าน Edge Computing เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายซึ่งไม่สามารถบริหารจัดการด้วยแรงงานคนได้

จากประสบการณ์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วย AI หรือ AI transformations อย่างเข้มข้น โจอาพบว่าช่วง 5-10 ปีก่อนยังมีพนักงานบางกลุ่มทำงานในรูปแบบเดิม และต้องเผชิญความท้าทายในการปรับตัวและเรียนรู้กระบวนการใหม่ ซึ่งเมื่อนวัตกรรม AI เข้ามา พนักงานกว่า 200 กว่าคน จึงได้รับการระบุตัวและคัดเลือกจากแผนกต่าง ๆ ให้มาทำหน้าที่เป็น "Change Makers" ที่ได้รับการอบรมเข้มข้นร่วมกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อเตรียมความพร้อมไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร ซึ่งพนักงานทั้งหมดที่เข้าร่วมสัปดาห์ฝึกอบรมด้านดิจิทัลที่ True Digital Park โดยมีกลุ่ม Change Maker 200 คนทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนหลัก นั้นมีเกิน 3,000 คนแล้ว

***วิสัยทัศน์ AI for Thailand และ 6 เสาหลักสู่ยุคดิจิทัล

นายโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า กล่าวในเวทีเสวนา Powering Thailand's AI Future: Data, Connectivity, and Compute ว่า True กำลังก้าวข้ามบทบาทของผู้ให้บริการโทรคมนาคมธรรมดา สู่การเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยกลยุทธ์ "AI for Thailand" ที่เน้นการใช้ AI เพื่อสร้างการเติบโต การยกระดับประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalization) และการปฏิวัติสู่การทำงานแบบไร้สัมผัส (Touchfree Operations) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

โจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ขุมพลังหลักในแกน AI ของ True ประกอบด้วย 6 เสาที่จะสำคัญทุกต้น ได้แก่ โครงข่ายการเชื่อมต่อทั่วประเทศ, ระบบนิเวศคลาวด์, ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ, เทคโนโลยี AI, ธรรมาภิบาล และการยกระดับทักษะความรู้ด้าน AI เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน

"เครือข่ายความเร็วสูง True ขับเคลื่อนสัญญาณ 5G ผ่านสถานีฐานกว่า 40,000 สถานีทั่วประเทศ สิ่งที่เปลี่ยนเกมคือการนำ Generative AI และเทคโนโลยี Edge Computing เข้ามารวมไว้ในโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน การกระจายความสามารถอัจฉริยะนี้ไปทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่ทำให้การเชื่อมต่อเสถียรขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการส่งมอบบริการ AI ความเร็วสูงตรงถึงมือผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง"


โจอาชี้ว่ากุญแจสำคัญสู่ Personalization หัวใจสำคัญที่เป็นตัวสร้างความแตกต่างและเป็นอาวุธลับของ True คือ "ข้อมูล" (Data) เพราะลูกค้ากว่า 50 ล้านรายที่สร้างสัญญาณการใช้งาน (Signals) ในทุกๆ วินาที แสดงว่าพลังของข้อมูลมหาศาลนี้ถูกนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจและนำเสนอประสบการณ์แบบเจาะจงเฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำ (Personalization) อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่โดนใจลูกค้าของตนเองได้เช่นกัน

***Genie ควง Mari สอง AI อัจฉริยะปฏิวัติบริการหน้าบ้านและหลังบ้าน

ภายในองค์กร True มีการใช้งาน AI จนเกิดผลลัพธ์จริงที่จับต้องได้ โดยหน้าบ้านมี "มะลิ" (Mari) แชตบอตอัจฉริยะที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าคอยให้บริการและช่วยแก้ปัญหาเชิงเทคนิคให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว

ขณะที่หลังบ้านมี "จีนี่" (Genie) AI อัจฉริยะที่ถูกส่งไปควบคุมและปรับปรุงประสิทธิภาพสถานีฐานกว่า 44,000 แห่งทั่วประเทศ ผ่านระบบ Edge Computing ซึ่งการทำงานที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน เช่น การตัดสินใจเปิด-ปิดสัญญาณในแต่ละสถานีฐานนี้ ไม่มีทางที่แรงงานมนุษย์จะสามารถจัดการด้วยมือได้ทั้งหมด


ด้วยความที่ True เชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีต้องกระจายสู่ทุกคน จึงได้เปิดตัว AI Hub ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้ภาคธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงโมเดลและเอเจนต์ AI ที่ออกแบบมาสำเร็จรูปได้อย่างง่ายดาย แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเลือกใช้โมเดลที่ใช่ สำหรับงานที่ใช่ ในต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด ถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งการเติบโตและการปรับตัวทางธุรกิจของไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก

ในด้านธรรมาภิบาล True มองว่าเทคโนโลยีที่ทรงพลังต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ จึงได้ประกาศใช้ นโยบายธรรมาภิบาล AI (AI Governance Policy) ตั้งแต่ต้นปี เพื่อรับประกันการใช้งาน AI ที่ปลอดภัยและไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อผู้ใช้งาน ความน่าภูมิใจคือ นโยบายนี้มีความรัดกุมและก้าวหน้าจนถูกนำไปใช้เป็น พิมพ์เขียว (Blueprint) ต้นแบบให้กับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างมาตรฐานการใช้งาน AI ที่ปลอดภัยและยั่งยืน

เมื่อถามว่าทำไมการสร้าง AI ในองค์กรส่วนใหญ่ถึงล้มเหลว? จากประสบการณ์ตรงของโจอา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI มานานกว่า 6 ปี ความเข้าใจผิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคนมักคิดว่าความสำเร็จขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ข้อมูล หรือระบบคลาวด์เท่านั้น ทว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้การนำ AI มาใช้ล้มเหลวคือเรื่องโมเดลการดำเนินงาน (Operating Model) และการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) การสร้าง Use Case หรูหราขึ้นมาเฉยๆ จะไม่มีวันขยายผลได้เลย หากไม่มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานและพัฒนาทักษะของคนควบคู่ไปด้วย

บนเวทีเสวนา Powering Thailands AI Future: Data, Connectivity, and Compute
โจอายังชี้ว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของนวัตกรรมคือ "วิธีการทำงานแบบเดิมๆ" ที่พนักงานคุ้นชินมาเป็นเวลา 5-10 ปี และความกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน แต่ True แก้เกมนี้ด้วยการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ผ่านกลุ่ม AI Inspires ซึ่งกระจายอยู่ทั่วองค์กร คนกลุ่ม Change Makers นี้ทำหน้าที่เป็นเหมือน "เพื่อนสนิท" ที่พนักงานสามารถเคาะประตูเรียกเพื่อขอความช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ ช่วยปลดล็อกความกังวล และเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความมั่นใจในการใช้งาน AI

กระบวนการสร้าง Change Maker ของ True ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อตำแหน่ง แต่เป็นการคัดเลือกพนักงานกว่า 200 คนจากหลากหลายแผนก ที่มีศักยภาพและมีความอดทนสูง Change Maker ต้องเข้าค่ายฝึกอบรมอย่างเข้มข้นทั้งด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรบุคคลเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ก่อนจะออกมาเป็นวิทยากรหลักในการจัดสัปดาห์ฝึกอบรมเพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลให้กับพนักงานคนอื่นๆ ถึง 3,000 คน ณ True Digital Park ตั้งแต่พนักงานฝ่ายบัญชีไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงอย่าง CFO ต่างได้เรียนรู้วิธีการนำ AI ไปปรับใช้จริงจากกลุ่ม Change Makers เหล่านี้

บทสรุปที่โจอาประกาศบนเวที คือความมั่นใจว่า AI จะไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์โดยตรง เพราะสถิติระบุว่าในทุกปี มีตำแหน่งงานใหม่ถูกคิดค้นขึ้นถึง 60% เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ท้ายที่สุดแล้วเชื่อว่าจะเป็นสัจธรรมตามทฤษฎีของ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ที่ว่า "ผู้ที่จะอยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุดต่างหาก"

ดังนั้น หากพนักงานและธุรกิจไทยกล้าที่จะปฏิวัติตัวเอง เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI โอกาสใหม่อีกมหาศาลก็พร้อมจะเปิดรับอย่างแน่นอน.