'สดช.' ชี้ธุรกิจไทยพ้นโหมดเริ่มต้น คะแนนความพร้อมแตะ Medium ใช้ AI แรงขึ้น แต่ R&D ยังเป็นช่องว่างใหญ่ เร่งปั้นสินค้า-บริการใหม่ ปลดล็อกมูลค่า ดันเศรษฐกิจไทยโตด้วยเทคโนโลยี
เมื่อวันที่ 8 ก.ค.69 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวในฐานะเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลผลการสำรวจความพร้อมผู้ประกอบการดิจิทัลเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ว่า ภายใต้โครงการ Thailand Digital Outlook ประจำปี พ.ศ.2569 จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการดิจิทัล 834 ราย พบว่า ภาพรวมระดับความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Maturity Level) ของผู้ประกอบการดิจิทัลไทย มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.12 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.56 คะแนน จากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1.56 คะแนน ส่งผลให้ภาพรวมผู้ประกอบการดิจิทัลไทยขยับเข้าสู่ระดับปานกลาง (Medium) ตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ระหว่าง 2.00-2.99 คะแนน
ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ประกอบการดิจิทัลไทยเริ่มมีความพร้อมเชิงระบบมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีข้อจำกัดด้านการพัฒนาสินค้าและบริการดิจิทัล โดยเฉพาะการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับบริการดิจิทัล ซึ่งยังเป็นจุดที่ต้องเร่งยกระดับ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศ
สำหรับกรอบการประเมินความพร้อมผู้ประกอบการดิจิทัลในปีนี้ ครอบคลุม 7 มิติหลัก ได้แก่ กลยุทธ์และหลักปฏิบัติ ศักยภาพบุคลากรด้านดิจิทัล การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การพัฒนาสินค้าและบริการดิจิทัล การบริหารจัดการภายในด้วยระบบดิจิทัล เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายมิติ พบว่า มิติที่ได้คะแนนสูงสุดคือ การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อยู่ที่ 2.37 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.40 คะแนน รองลงมาคือ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อยู่ที่ 2.34 คะแนน เพิ่มขึ้น 1.25 คะแนน ซึ่งเป็นมิติที่เติบโตมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน มิติเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ที่ 2.08 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.31 คะแนน ศักยภาพบุคลากรด้านดิจิทัลอยู่ที่ 2.04 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.25 คะแนน ส่วนกลยุทธ์และหลักปฏิบัติอยู่ที่ 2.00 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.64 คะแนน และการบริหารจัดการภายในด้วยระบบดิจิทัลอยู่ที่ 2.00 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.73 คะแนน อย่างไรก็ตาม มิติการพัฒนาสินค้าและบริการดิจิทัลอยู่ที่ 1.62 คะแนน ลดลง 0.08 คะแนน จากปีที่ผ่านมา จึงนับเป็นมิติเดียวที่ปรับตัวลดลง และยังเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนา
นายเวทางค์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาคะแนนระดับความพร้อมตามขนาดธุรกิจ พบว่า ผู้ประกอบการดิจิทัลทุกกลุ่มยังอยู่ในระดับ Medium แต่มีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดที่ 2.58 คะแนน ลดลงจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.74 คะแนน หรือลดลง 0.16 คะแนน ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางอยู่ที่ 2.41 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 1.97 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 0.44 คะแนน ส่วนกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กอยู่ที่ 2.01 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 1.45 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 0.56 คะแนน สะท้อนว่า แม้ธุรกิจขนาดเล็กยังมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มอื่น แต่เริ่มยกระดับความพร้อมเข้าสู่ระดับ Medium ได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก พบว่า มิติที่เพิ่มขึ้นโดดเด่นที่สุดคือ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพิ่มขึ้น 1.40 คะแนน รองลงมาคือ การบริหารจัดการภายในด้วยระบบดิจิทัล เพิ่มขึ้น 0.79 คะแนน และการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพิ่มขึ้น 0.41 คะแนน ซึ่งสะท้อนถึงการเริ่มปรับตัวของผู้ประกอบการรายเล็กในการนำระบบดิจิทัลมาใช้กับธุรกิจมากขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และกลไกเงินทุน เพื่อให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของผู้ประกอบการดิจิทัลไทยยังอยู่ในลักษณะกระจายตัว และยังไม่มีเทคโนโลยีใดโดดเด่นแบบทิ้งห่างอย่างชัดเจน โดย AI เป็นเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนการประยุกต์ใช้ขั้นสูงมากที่สุด อยู่ที่ 21.18% รองลงมาคือ Blockchain 20.09% Big Data Analytics 19.88% IoT 19.00% และ Robotics 17.82% ขณะที่ภาพรวมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอยู่ที่ 19.59%
เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมสูงที่สุดในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีสัดส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมอยู่ที่ 28.87% และมีความพร้อมสูงในหลายเทคโนโลยี ได้แก่ IoT 31.35% AI 29.73% Big Data Analytics 28.65% Blockchain 28.11% และ Robotics 26.49% สะท้อนว่า กลุ่มบริการดิจิทัลเป็นผู้นำสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของภาคธุรกิจไทย
สำหรับการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจ ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการดิจิทัลที่มีการประยุกต์ใช้ AI มีสัดส่วน 61.03% อย่างไรก็ตาม การใช้งานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะทดลองและระยะนำร่องรวม 77.02% แบ่งเป็นระยะทดลอง 47.35% และระยะนำร่อง 29.67% ขณะที่ระยะขยายผลอยู่ที่ 15.72% และมีเพียง 7.27% ที่บูรณาการ AI เต็มรูปแบบ สะท้อนว่า แม้ภาคธุรกิจเริ่มตื่นตัวต่อ AI มากขึ้น แต่การใช้งานยังเน้นการทดลองเฉพาะส่วนมากกว่าการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจทั้งองค์กร
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของการนำ AI มาใช้งานยังเน้นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพเฉพาะฟังก์ชัน โดยใช้ในด้านการตลาดมากที่สุด 39.21% รองลงมาคือ ด้านการปฏิบัติการและกระบวนการทำงานภายใน 33.45% ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 33.09% ด้านบริการลูกค้า 11.51% ด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ 10.31% ด้านการขาย 9.95% ด้าน R&D 8.51% ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 8.39% ด้านกลยุทธ์ 6.47% ด้านทรัพยากรบุคคล 5.04% ด้านซัพพลายเชน 3.48% ด้านการเงิน 2.28% ด้านการผลิต 1.80% และด้านกฎหมาย ความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ 1.56%
นายเวทางค์ กล่าวว่า โครงการ Thailand Digital Outlook ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บตัวชี้วัดการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศไทยตามกรอบ Going Digital Toolkit ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD รวมถึงสำรวจความพร้อมผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อประเมินขีดความสามารถในการปรับตัวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งด้านการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ การพัฒนาบุคลากร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการดิจิทัลไทยในระยะยาว
ดังนั้น ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการดิจิทัลไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในทิศทางที่ชัดเจนขึ้น แต่การยกระดับจากการใช้เทคโนโลยี ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่จากเทคโนโลยียังเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าและบริการดิจิทัล การลงทุน R&D และการนำ AI ไปบูรณาการในระดับองค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งหากสามารถเร่งปิดช่องว่างเหล่านี้ได้ จะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ และต่อยอดเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม


