xs
xsm
sm
md
lg

เดนท์สุ ส่ง 'dentsu.Connect' ร่วมขับเคลื่อนแบรนด์โตยุคอัลกอริทึม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เดนท์สุ เผยวิสัยทัศน์พลิกโฉมการทำงานตลาดยุคใหม่ ชี้ในยุคที่ผู้บริโภคถูกนำทางด้วยอัลกอริทึม ความได้เปรียบอยู่ที่การ "ตัดสินใจได้เร็วกว่า" ด้วยการผสาน AI Ecosystem เต็มรูปแบบเพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพธุรกิจ

วิสาส์น สิริจันทานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจมีเดีย กลุ่มบริษัทเดนท์สุ ประเทศไทย และบริษัท คาราท (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันนักการตลาดต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หากยังทำงานในรูปแบบเดิมความล่าช้าจะกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจทันที

“ปัจจุบันความได้เปรียบเชิงความเร็ว (Economy of Speed) เพิ่มขึ้นจากความได้เปรียบเชิงขนาด (Economy of Scale) ความเร็วที่นักการตลาดต้องตามให้ทัน ไม่ใช่แค่การทำงานให้เร็วขึ้น แต่คือความสามารถในการจับสัญญาณ ตรวจสอบช่องทางการเข้าถึงลูกค้า แก้ไขความผิดพลาดด้วยข้อมูลที่แม่นยำ และขยายผลความสำเร็จได้ก่อนใคร”

ดังนั้น การตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน Winning ด้วย Decision Speed จากข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ จึงเข้ามาแทนรูปแบบการตัดสินใจผ่านการวางแผน ที่อาจทำให้เกิดความล่าช้า เดนท์สุจึงได้เสนอกรอบการทำงานใหม่ที่เปลี่ยนจากการตลาดที่เน้ “แคมเปญเป็นหลัก” ไปสู่ “ระบบที่พร้อมปรับและพร้อมใช้ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว “dentsu Future Mandala” กรอบความคิดเชิงกลยุทธ์ที่เปรียบเสมือนแผนที่โอกาส ช่วยให้นักการตลาดสามารถเชื่อมโยงมิติของธุรกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และข้อมูล เข้าด้วยกันเพื่อเปลี่ยนความซับซ้อนให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน


ด้วยการนำ 7 ขั้นตอนที่จะมาช่วยขับเคลื่อนมีเดียด้วย dentsu.Connect Intelligence Operating System ให้แบรนด์ “รู้ก่อน-โตก่อนใคร” เริ่มตั้งแต่

1. Growth Audiences คือการใช้ AI ค้นหาและคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการซื้อสินค้าจริงเพื่อลดการเดาสุ่ม ทำให้ได้ลูกค้าที่ตรงโจทย์และลดงบประมาณที่สูญเปล่าจากการหว่านโฆษณาแบบกว้างๆ

2. Predictive Planning คือการเปลี่ยนวิธีวางแผนสื่อจากการเน้นให้คนเห็นจำนวนมาก มาเป็นการการันตีคุณภาพการมองเห็นเพื่อให้โฆษณาเข้าถึงคนที่ตั้งใจดูและสนใจแบรนด์อย่างแท้จริง

3. Intelligent Activation คือการนำข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกรอบด้านของผู้บริโภคมาค้นหาคนที่มีโอกาสตัดสินใจซื้อสูงที่สุดเพื่อยิงโฆษณาได้เข้าเป้า ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายและยอดผู้สนใจได้อย่างก้าวกระโดด

4. Optimization Intelligence คือระบบอัจฉริยะที่คอยตรวจสอบและปรับแต่งโฆษณาบนทุกแพลตฟอร์มแบบเรียลไทม์ทันทีเมื่อพบจุดบกพร่อง โดยไม่ต้องรอให้จบแคมเพจ์น ช่วยให้ต้นทุนในการหาลูกค้าลดลงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

5. Content Intelligence คือการบริหารและวัดผลเนื้อหาในทุกช่องทางรวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้แบรนด์รู้ได้ทันทีว่าคอนเทนต์รูปแบบไหนหรือช่องทางของใครที่ดึงดูดใจและสร้างทราฟฟิกที่มีคุณภาพได้ดีที่สุด

6. Commerce Intelligence คือการเชื่อมโยงข้อมูลสื่อ คอนเทนต์ และอินฟลูเอนเซอร์เข้ากับระบบการขายโดยตรง เพื่อให้แบรนด์สามารถวัดผลลัพธ์กลับมาเป็นตัวเลขยอดขายและความคุ้มค่าในการลงทุนได้อย่างชัดเจน

7. Reporting Intelligence คือการรวบรวมข้อมูลจากทุกแหล่งมาสรุปเป็นรายงานอัจฉริยะแบบเรียลไทม์ พร้อมมี AI ช่วยวิเคราะห์อินไซต์สำคัญทันที ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการทำเอกสารและทำให้ผู้บริหารตัดสินใจแก้เกมธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น