xs
xsm
sm
md
lg

กฎหมายแบนโซเชียลเด็กออสเตรเลียส่อล้มเหลว วิจัยชี้ช่องโหว่เพียบ เด็ก 85% ยังใช้งาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลังออสเตรเลียประกาศตัวเป็นหนึ่งในประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียอย่างเด็ดขาด โดยหวังจะปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยออนไลน์ แต่ล่าสุดผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลกลับเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นเพียง "เสือกระดาษ" ที่ดูน่าเกรงขามบนกระดาษ แต่แทบไม่มีผลในโลกความเป็นจริง

ตัวเลขที่สะเทือนใจที่สุดในการศึกษานี้คือ เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ยังคงใช้งานโซเชียลมีเดียได้ตามปกติ แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้แล้ว นั่นหมายความว่าจากเยาวชน 100 คนที่ควรถูกบล็อก มีเพียงไม่ถึง 15 คนเท่านั้นที่หยุดใช้งานจริง นำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญว่า กฎหมายนี้ปกป้องใครได้จริงหรือไม่

***ไม่ได้ผลอย่างที่หวัง 85% ยังใช้อยู่

มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (University of Newcastle) ของออสเตรเลีย เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสารการแพทย์ชั้นนำ British Medical Journal โดยชี้ให้เห็นว่า มาตรการตรวจสอบอายุบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่บังคับใช้ภายหลังกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียในออสเตรเลียมีผลบังคับใช้นั้น แทบไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงประสิทธิผลที่ชัดเจน


การศึกษาดังกล่าวสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปี ทั้งก่อนและหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 3 เดือน โดยเน้นติดตามพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย 6 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ TikTok, X, Facebook, Instagram, YouTube และ Snapchat ผลปรากฏว่า เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ยังคงใช้งานแอปโซเชียลมีเดียเหล่านี้อยู่ แม้ว่าสองในสามของกลุ่มตัวอย่างจะระบุว่าเคยพบกับระบบตรวจสอบอายุมาแล้วก็ตาม

วิธีการตรวจสอบอายุที่พบมากที่สุดคือการให้ผู้ใช้งาน "ประกาศอายุด้วยตนเอง" ซึ่งมีเยาวชน 24 ถึง 39 เปอร์เซ็นต์รายงานว่าพบวิธีการนี้ วิธีดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหน่วยงานในออสเตรเลียและประเทศอื่น ๆ ว่ามีประสิทธิภาพต่ำ นอกจากนี้ยังมีเยาวชน 13 ถึง 27 เปอร์เซ็นต์ที่ผ่านการตรวจสอบด้วยการถ่ายเซลฟี่

***หลอกระบบ-โกงอายุ

นอกเหนือจากช่องโหว่ของระบบตรวจสอบอายุแล้ว เยาวชนยังใช้วิธีการอื่นในการเลี่ยงกฎ โดยประมาณ 15 ถึง 19 เปอร์เซ็นต์ใช้บัญชีปลอม และ 9 ถึง 29 เปอร์เซ็นต์ใช้บัญชีของผู้อื่นในการเข้าถึงแพลตฟอร์ม อีกราว 11 เปอร์เซ็นต์ใช้ Private Browser เพื่อเลี่ยงข้อจำกัด ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยที่ใช้ VPN

เมื่อพิจารณาผลโดยรวมพบว่า ปริมาณการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มอายุ 12 ถึง 13 ปียังคงเท่าเดิมหลังกฎหมายบังคับใช้ กลุ่มอายุ 14 ถึง 15 ปีมีการใช้งานลดลงบ้าง แต่กลุ่มที่อายุเกิน 16 ปีกลับมีการใช้งานเพิ่มขึ้น แม้นักวิจัยจะยอมรับว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการศึกษาและขนาดกลุ่มตัวอย่างยังเล็ก รวมถึงอาศัยการรายงานด้วยตนเอง แต่บทบรรณาธิการที่แนบมาพร้อมการศึกษาได้ย้ำว่าผลลัพธ์เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนในระยะต้นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด


ดร. อัมริต เกา ปุรบา (Amrit Kaur Purba) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine ระบุว่า ประสบการณ์ของออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่า การออกกฎหมายห้ามปรามไม่ได้หมายความว่าบังคับใช้ได้จริง และเมื่อระบบตรวจสอบอายุพึ่งพาการประกาศด้วยตัวเอง วัยรุ่นส่วนใหญ่ก็ยังคงเข้าถึงแพลตฟอร์มที่ถูกจำกัดได้ตามปกติ ภาวะนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศต่าง ๆ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ และภูมิภาคอื่น ๆ ที่กำลังพิจารณาแนวทางเดียวกัน รวมถึงสหราชอาณาจักรที่ผูกพันกับมาตรการที่คล้ายคลึงกันแล้ว ว่ากลไกการตรวจสอบอายุที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่รอแก้ไขภายหลังเมื่อการเลี่ยงกฎแพร่หลายเป็นวงกว้างแล้ว

บทสรุปของการศึกษานี้คือคำนิยามที่ว่า ออสเตรเลียอาจกำลังเผชิญภาวะ"นโยบายที่ถูกนำไปใช้เพียงครึ่งเดียว" เนื่องจากกฎหมายนั้นมีอยู่ แต่กลไกบังคับใช้ไม่ครบถ้วน ผลที่ตามมาคือสังคมเกิดความเชื่อว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงเยาวชนยังคงเผชิญกับความเสี่ยงเดิมทุกประการ

บทเรียนจึงมีความสำคัญต่ออนาคตของการกำกับดูแลโซเชียลมีเดียทั่วโลก ในระดับเดียวกับตัวผลลัพธ์ของกฎหมายเองเลยทีเดียว.