ท่ามกลางช่วงเวลาที่ตลาดไอทีกำลังเผชิญกับความท้าทายในแง่ของซัพพลายเชนขาดแคลน จนทำให้ราคาสินค้าไอทีพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ ‘เอซุส’ กลับมองเป็นโอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นแรงส่งแบรนด์ขึ้นสู่การเป็นผู้นำในตลาดพีซีองค์กรในประเทศไทย ภายในสิ้นปี 2570 นี้
เอซุส เพิ่งเริ่มเข้าสู่การแข่งขันในตลาดพีซีองค์กรธุรกิจไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์แพร่ระบาดครั้งใหญ่ ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดภาครัฐช่วงปีที่ผ่านมา ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าขาดตลาดก็ตาม
แซมซัน หู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม เอซุส ให้ข้อมูลว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล ทั้งสำหรับองค์กรธุรกิจ และกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทยปี 2568 ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 357% เมื่อเทียบปีต่อปี
ความสำเร็จนี้ นับเป็นหนึ่งในสถิติที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และทำให้ เอซุส มองไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญ และเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกันนี้ เอซุส ยังได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มผู้นำแบรนด์คอมพิวเตอร์ระดับพรีเมียมสำหรับองค์กรธุรกิจภายในปี 2570
ส่วนหนึ่งที่ทำให้มั่นใจว่าตลาดพีซีในประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ มาจากความต้องการใช้งาน AI PC ที่คาดว่าจะเข้ามามีสัดส่วนมากกว่า 50% ภายในสิ้นปี 2569 และจะเพิ่มเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ในปี 2570 ซึ่งนับโอกาสสำคัญของเอซุส ที่จะเข้าไปช่วงชิงในตลาดนี้
“สำหรับเอซุส ในกลุ่มธุรกิจคอมพิวเตอร์ทั้งคอนซูเมอร์ และคอมเมอร์เชียล เป้าหมายของเราคือการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดสำหรับทุกๆ ธุรกิจในประเทศไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ เอซุส จึงยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
ชาร์ลส ลิว ผู้อำนวยการแผนกธุรกิจเชิงพาณิชย์ เอซุส ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ภาพรวมธุรกิจของเอซุสในช่วงครึ่งปีนี้ มีอัตราการเติบโตสูงกว่ายอดของปีที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อของภาคธุรกิจที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เสริมด้วยความต้องการสินค้าไอทีในปีนี้ที่พุ่งสูงขึ้น
ในสภาวะวิกฤตการขาดแคลนสินค้าไอทีในตลาดโลก เอซุสได้แสดงความมั่นใจต่อหน้าพันธมิตรและคู่ค้าในไทย ในการส่งมอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง เพราะจากความร่วมมือกับพันธมิตรในระดับโลกทำให้ได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ทั้งในส่วนของซีพียู เมมโมรี และสตอเรจ เพียงพอกับความต้องการ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเอซุส มองว่า ปัญหาการขาดแคลนสินค้ามีโอกาสลากยาวไปจนถึงปี 2570 ดังนั้น ทำให้ต้องมีการปรับแผนการทำตลาดเพื่อส่งมอบสินค้าในกลุ่มธุรกิจที่ให้ราคา และสเปกดีที่สุด ต่อเนื่องไปจนถึงบริการหลังการขายที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้บรรลุเป้าหมายในการขึ้นเป็นผู้นำตลาดคอมเมอร์เชียลในประเทศไทย
ชู ‘Agentic AI’ บนโน้ตบุ๊ก ขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่
ขณะเดียวกัน เอซุสได้ประกาศทิศทางในการทรานส์ฟอร์มองค์กรจาก "บริษัทผู้ผลิตพีซี" สู่การเป็น "บริษัท AI อย่างเต็มรูปแบบ" โดยมุ่งเน้นไปที่ระบบการประมวลผล AI และนวัตกรรมระดับพรีเมียม
ที่จะช่วยส่งให้เอซุส สามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์คอมพิวเตอร์ในกลุ่มธุรกิจ ทำให้ต้องเข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าอย่างกลุ่มผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที กลุ่มผู้ใช้งานมืออาชีพรุ่นใหม่ และกลุ่มผู้นำทางธุรกิจ ซึ่งมากับเทรนด์ของการใช้งาน AI เป็นตัวช่วย
โดย ASUS Zenni Claw จะกลายมาเป็น Agentic AI เพื่อเข้ามาทำหน้าที่รับรู้ คิดวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และลงมือทำแทนมนุษย์ได้ทันที ภายใต้การออกแบบที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการตอบคำถาม
เบื้องต้นในช่วงแรก จะเป็น AI Agents ที่เข้ามาช่วยในส่วนของการทำงานเอกสาร วางแผนการท่องเที่ยว และการใช้ชีวิต เช่น การสั่งให้วางแผนทริปท่องเที่ยว 1 สัปดาห์พร้อมจองตั๋วและโรงแรม หรือสั่งให้ตรวจสอบผลโปรโมชันการตลาดและสรุปรายงานให้ทุกเช้าเวลา 08.00 น.
ส่วนในอนาคตจะเพิ่มเติม AI Agents ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการทำการตลาดดิจิทัล ไปจนถึงมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินเพิ่มเติม ที่คาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้ ภายใต้แนวคิดสำคัญคือข้อมูลทุกอย่างที่ประมวลผลจะถูกเก็บไว้ภายในเครื่องเท่านั้น
ASUS Expertbook Ultra โน้ตบุ๊กบาง แต่ทั้งแรง และอึด
สินค้าไฮไลท์ที่ทาง ASUS นำมาเป็นแฟลกชิปในการเจาะตลาดองค์กรธุรกิจในครั้งนี้คือ ASUS Expertbook Ultra ที่ต่อยอดมาจาก ASUS Expertbook B9 เดิม ที่โดดเด่นในเรื่องของความบาง และเบา ที่กลุ่มผู้บริหารระดับสูงเลือกไปใช้งาน
แต่พอมาเป็น ASUS ExpertBook Ultra จะเข้าไปตอบโจทย์ในกลุ่มองค์กรธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในองค์กรยุคใหม่ต้องการอุปกรณ์ที่ รองรับการใช้งาน AI มีประสิทธิภาพสูง และปลอดภัยสูงสุด พร้อมกับดีไซน์ที่พกพาง่าย แฝงด้วยความทนทานตามมาตรฐานของเอซุสเช่นเดิม
สำหรับ 3 จุดเด่นหลักของ ASUS ExpertBook Ultra จะโดดเด่นในเรื่องของหน้าจอที่นำหน้าจอ Tandem OLED ที่แสดงผลสีสันได้คมชัด ให้ความสว่างสูงรองรับการใช้งานกลางแจ้ง รวมถึงมีความสามารถในการลดแสงสะท้อน ในขนาดตัวเครื่องที่พกพาง่าย
ตามมาด้วยในส่วนของประสิทธิภาพจากชิปที่ใช้งานเป็น Intel Core Ultra X7 จับคู่กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Arc เสริมด้วยระบบระบายความร้อนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ทำให้เครื่องรุ่นนี้สามารถประมวลผล AI ได้สูงถึง 50W TDP เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโน้ตบุ๊กบาง เบา ในภาคธุรกิจจะอยู่ที่ราว 15-20W เท่านั้น
สุดท้ายในส่วนของความบางตัวเครื่อง 10.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1 กิโลกรัม แต่ยังให้แบตเตอรี่มาสูงถึง 70 Whr ทำให้รองรับการใช้งานบนแบตเตอรี่ได้ต่อเนื่องกว่า 26 ชั่วโมง จึงเหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องพกพาออกไปทำงานนอกสถานที่
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริการหลังการขายที่ปรับปรุงให้รองรับความต้องการของภาคธุรกิจทั้งประกันแบบ On-Site Service มีคอลเซ็นเตอร์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน รวมถึงตัวเลือกในการขยายระยะเวลารับประกันสำหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องการด้วย
"เอซุสไม่ได้มาเพื่อขายฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้างระบบนิเวศองค์กรที่พร้อมสำหรับ AI เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมของไทย สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในยุคถัดไปได้อย่างยั่งยืน" ชาร์ลส ระบุ


