xs
xsm
sm
md
lg

สรรหา กสทช. ขีดเส้น 1 สัปดาห์ ชี้ปมคุณสมบัติ 'หมอสรณ'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1 สัปดาห์รู้ผล! สรรหา กสทช. ถกปมคุณสมบัติ 'หมอสรณ' หลังอดีต กมธ.ยื่นหลักฐาน ขณะเจ้าตัวยื่นค้านอำนาจตรวจสอบ ลุ้นคำวินิจฉัยชี้สถานะ ประธาน กสทช.

ประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. ประชุมเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.69 เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยเชิญ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (กมธ.ไอซีที) วุฒิสภา พร้อมคณะ เข้าชี้แจงผลการตรวจสอบที่กรรมาธิการชุดก่อนเคยดำเนินการไว้

เปิดแฟ้มคุณสมบัติ ประธาน กสทช.

พล.อ.อนันตพร เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การเข้าชี้แจงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและถูกต้อง ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาวินิจฉัย โดยคณะทำงานได้ส่งข้อมูลและเอกสารประกอบไปแล้วทั้งหมด ทั้งบันทึกการประชุม เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบตลอดช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สาเหตุที่เรื่องนี้ล่าช้ามากว่า 1 ปี เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังไม่ชัดเจนว่า หน่วยงานใดมีอำนาจตัดสินประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอดีตกรรมาธิการเห็นว่า ภายหลังมีความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา และคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องจากศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้จึงควรเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา โดยเบื้องต้นคาดว่า คณะกรรมการสรรหาจะใช้เวลาพิจารณาข้อมูลประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนมีข้อยุติในประเด็นดังกล่าว

"หากคณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติจริง ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อคือ การขาดคุณสมบัติดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเวลาใด โดยเฉพาะหากเป็นเหตุก่อนการนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อาจมีผลต่อการพิจารณาสถานะการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ต้น" พล.อ.อนันตพร กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: เก้าอี้ ประธาน กสทช. สั่น! 26 มิ.ย.69 ลุ้นคุณสมบัติ 'หมอสรณ' จับตาเกมสู้กลับ

'หมอสรณ' โต้เขตอำนาจตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือ 2 ฉบับ เพื่อคัดค้านการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา โดยหนังสือฉบับแรกยื่นถึงประธานวุฒิสภา ขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการสรรหา และมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการที่เห็นว่า ไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย ส่วนอีกฉบับยื่นถึงประธานและกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อคัดค้านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของตนเอง

สาระสำคัญของหนังสือระบุว่า คณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกลับมาตรวจสอบบุคคลซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้ว โดยอ้างหลักจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงเมื่อกระบวนการสรรหาแล้วเสร็จ อีกทั้งประเด็นตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เป็นอำนาจของประธานวุฒิสภาในการพิจารณา ไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมการสรรหา

ขณะเดียวกัน ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังเห็นว่า กระบวนการดังกล่าวอาจขาดความเป็นกลาง เนื่องจากเมื่อได้ยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจแล้ว คณะกรรมการสรรหาจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่กรณี แต่ยังคงเดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐาน เรียกบุคคลเข้าชี้แจง และพิจารณาวินิจฉัยในเรื่องเดียวกัน ซึ่งอาจขัดต่อหลักความเป็นกลางของการพิจารณาทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ด้วยเหตุนี้ ศ.คลินิก นพ.สรณ จึงแจ้งว่า จะไม่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการสรรหาในขณะนี้ เพราะเห็นว่าประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และข้อคัดค้านเรื่องความเป็นกลางยังไม่ได้รับการวินิจฉัย พร้อมขอให้คณะกรรมการสรรหายุติการดำเนินการไว้ก่อน จนกว่าจะมีข้อยุติ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และได้รับความเชื่อถือจากทุกฝ่าย

อดีตกมธ.ยกหลักฐานหลายหน่วยงานยัน

ด้าน นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีต กมธ.ไอซีที ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบมาจากเรื่องร้องเรียนที่ยื่นถึง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาในขณะนั้น ก่อนที่ กมธ.ไอซีที จะได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมาย หรือมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือไม่

ขณะที่ กรรมาธิการได้ประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริงรวม 16 ครั้ง และรวบรวมหลักฐานจากหลายหน่วยงาน ทั้งเอกสารจากมหาวิทยาลัยมหิดล แบบแสดงรายการภาษี พ.ง.ด. 40 จากกรมสรรพากร เอกสารจากธนาคารกรุงเทพ และข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ก่อนจัดทำรายงานสรุปว่า มีข้อเท็จจริงสนับสนุนข้อกล่าวหาว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะขัดต่อกฎหมาย

"หน้าที่ของกรรมาธิการชุดดังกล่าวเป็นเพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดทำรายงานเสนอเท่านั้น ส่วนอำนาจในการวินิจฉัยว่า กรรมการ หรือประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา" นายประพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชี้ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายจริง ประเด็นนี้อาจไม่จบเพียงสถานะของตัวบุคคล แต่ยังอาจนำไปสู่คำถามต่อการทำหน้าที่และมติสำคัญในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ในภาคโทรคมนาคมและกิจการสื่อ เช่น การควบรวมกิจการทรู-ดีแทค และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกิจการทีวีดิจิทัล ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นต่อเนื่องในเชิงกฎหมายและการกำกับดูแล