วีเอสที อีซีเอส (VST ECS ประเทศไทย) ประกาศความร่วมมือกับอาจิบ็อต (AGIBOT) ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับโลกจากประเทศจีน เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในตลาดไทยเป็นครั้งแรก โดยหุ่นยนต์รุ่นเรือธง AGIBOT A2 Ultra ฮิวแมนนอยด์ที่มีความสามารถสูงที่สุดในกลุ่มถูกเคาะที่ 3,118,000 บาท ขณะที่รุ่นรองลงมาอย่าง X2 Ultra เปิดราคาที่ 1,799,000 บาท มั่นใจเอื้อองค์กรที่ต้องการสามารถเริ่มต้นด้วยงบประมาณที่เข้าถึงได้มากขึ้น
นอกเหนือจากหุ่นยนต์ทรงมนุษย์แล้ว AGIBOT ยังนำเสนอ D1 Edu หุ่นยนต์สี่ขาสำหรับการศึกษาและวิจัย ในราคา 449,000 บาท ส่วนในกลุ่มหุ่นยนต์ทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ รุ่น C5 Workstation มีราคา 1,082,000 บาท พร้อมตัวเครื่อง C5 Automatic Scrubber ที่ออกแบบมาเพื่องานทำความสะอาดพื้นที่ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ
จุดน่าสนใจของความร่วมมือนี้คือโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นซึ่ง VST ECS วางไว้รองรับองค์กรไทยทุกขนาด ทั้งรูปแบบซื้อขาด การเช่าใช้งานระยะสั้นสำหรับงานอีเวนต์และนิทรรศการ ไปจนถึงโมเดลสมาชิกรายปี ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมขององค์กรไทยที่มองหาความคุ้มค่าและความยืดหยุ่นในการลงทุนมากกว่าการซื้อเทคโนโลยีแบบครั้งเดียว
นายสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลยุทธ์ในช่วง 1–3 ปีแรกจะไม่เน้นการเร่งยอดขายจำนวนมากในทันที แต่จะมุ่งสร้าง Use Case จริงในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง Customer Service, Healthcare, Retail และงานอีเวนต์ต่างๆ ก่อน เพื่อให้ตลาดไทยซึ่งยังอยู่ในช่วง Early Adoption ได้เห็นผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่จับต้องได้จริง โดยเฉพาะหุ่นยนต์ AGIBOT A2 Ultra ที่สามารถทำหน้าที่ได้ตั้งแต่การต้อนรับลูกค้า แนะนำสินค้าและโปรโมชัน ไปจนถึงการแบกหามวัสดุในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มนุษย์เข้าถึงได้ยาก
มร. อาเบล เติ้ง ประธานบริหารประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียแปซิฟิก AGIBOT ระบุว่าประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสุดในอาเซียน โดยการเปิดตัวราคาอย่างเป็นทางการในครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของ AGIBOT ในการทำให้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะเข้าถึงได้จริงในเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่แค่การโชว์ความล้ำในงานแสดงเทคโนโลยี
นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ดาวรุ่งอย่าง AGIBOT เผยว่าได้ผลิตหุ่นยนต์ออกสายการผลิตครบ 10,000 ตัวแล้ว สะท้อนถึงความพร้อมในการส่งมอบในเชิงอุตสาหกรรม
สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดในไทย VST ECS วางแผนเดินหน้าผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ กลุ่ม B2B ที่มุ่งเน้นพาร์ตเนอร์ไอทีซึ่งมีทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเอง เพื่อนำหุ่นยนต์ไปอินทิเกรตเข้ากับโซลูชันและขายต่อเป็น Total Solution ให้แก่ลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน และกลุ่ม B2C ที่รองรับองค์กรต้องการเช่าหุ่นยนต์สำหรับงานอีเวนต์และนิทรรศการระยะสั้น
นอกจากนี้ยังมีแนวทาง Co-creation ร่วมกับกลุ่ม System Integrator, Software House และ AI Developer เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในไทยให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและยั่งยืน
ในส่วนของข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อตลาดแรงงาน นายสมศักดิ์ ยืนยันว่าหุ่นยนต์ Humanoid ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าจะเข้ามาทดแทนมนุษย์ โดยเฉพาะในงานซ้ำๆ หรืองานที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรหันไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูงและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
ขณะเดียวกันการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ยังช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ในสายงาน AI, ซอฟต์แวร์ และทีมสนับสนุนทางเทคนิคในอนาคตอีกด้วย.


