กฎหมายใหม่นี้ จะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตของการคุ้มครองผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มของสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เดิมหลังซื้อใช้งานแล้วสินค้ามีปัญหาจะต้องส่งซ่อม แต่ Lemon Law จะมาช่วยคุ้มครอง กรณีที่มีปัญหาคุณภาพจะได้รับการเปลี่ยนเครื่องใหม่ทันที
รายละเอียดสำหรับกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายได้กำหนดสิทธิพิเศษไว้ว่า หากผู้บริโภคพบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ เช่น สมาร์ทโฟนเปิดไม่ติด, หน้าจอแท็บเล็ตทัชสกรีนเพี้ยน, ลำโพงดับ สามารถใช้สิทธิขอเปลี่ยนเป็นสินค้าชิ้นใหม่ได้ทันทีภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า ซึ่งยาวนานกว่าสินค้าประเภททั่วไปที่กำหนดไว้เพียง 7 วัน
นอกจากนี้ ในกรณีที่เมื่อซื้อสินค้า แล้วเครื่องมีปัญหาตั้งแต่วันแรกๆ จากเดิมศูนย์บริการมักจะปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าผู้ซื้อทำพังเอง แต่ Lemon Law ระบุว่า หากสินค้าชำรุดบกพร่องภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้านั้นชำรุดมาตั้งแต่ต้น
จึงหมายความว่า "ภาระการพิสูจน์" จะตกไปอยู่ที่แบรนด์หรือผู้ขายทันที ที่ต้องนำหลักฐานทางเทคนิคมาแย้งให้ได้ว่าความเสียหายเกิดจากการใช้งานผิดประเภทของผู้ซื้อ หากพิสูจน์ไม่ได้ แบรนด์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
ขณะเดียวกัน กฎหมายใหม่ปิดช่องโหว่เรื่องการดองเครื่องซ่อมข้ามเดือน โดยกำหนดให้แบรนด์ต้องซ่อมแซมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้เสร็จสิ้น ภายในระยะเวลา 60 วัน หากศูนย์บริการไม่สามารถซ่อมแซมให้เสร็จตามกำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกรับการเยียวยาทั้ง ขอเรับเงินคืน ขอลดราคาสินค้า หรือเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้จะคุ้มครองเฉพาะ สินค้าใหม่ที่วางจำหน่ายเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงตลาดสินค้าไอทีมือสอง ซึ่งผู้บริโภคยังคงต้องตรวจสอบสภาพสินค้าด้วยตนเองอย่างรอบคอบเช่นเดิม
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว กำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้มาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคไทยเทียบเท่าระดับสากล


