โนเกีย (Nokia) มองไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน จากทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และการเติบโตของศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้ความต้องการโครงข่ายสายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) พุ่งสูง และกลายเป็นโอกาสสำคัญในอนาคต
วีโต้ ดิ มารีอา รองประธานฝ่าย Optical Networks ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โนเกีย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นสำคัญในด้านทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ส่งผลให้เกิดการลงทุนที่หลากหลายในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันประเทศไทยมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) กระจายอยู่ถึง 53 แห่งทั่งประเทศ
"ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดนำข้อมูลจากทั่วโลกมาให้บริการแก่คนในประเทศเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งต่อข้อมูลไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ปริมาณการใช้งานข้อมูลในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"
นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสเติบโตในระยะสั้นและระยะกลางจากการเชื่อมต่อข้ามพรมแดน เช่น ผู้ให้บริการในเวียดนาม หรือองค์กรในประเทศจีน ที่ต้องการเชื่อมต่อโครงข่ายไปยังสิงคโปร์ เพื่อเป็นเส้นทางสำรองหรือทดแทนข้อจำกัดของเคเบิลใต้ทะเล ซึ่งทำเลของไทยสามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี
คริสเตียน อูเรโมวิช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Solution Marketing โนเกีย คาดการณ์ว่าในอีก 5-6 ปีข้างหน้า จะมีการเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งหากเปรียบดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเทศหนึ่ง จะมีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก
นอกจากนี้ โนเกียคาดการณ์ว่าจะมีการวางสายไฟเบอร์ทั่วโลกเพิ่มอีก 1.2 พันล้านกิโลเมตร ในช่วงปี 2026 - 2030 ซึ่งปัจจุบันโลกมีการวางสายไฟเบอร์ไปแล้วเป็นระยะทางที่สามารถพันรอบโลกได้ถึง 200,000 รอบ
สำหรับคลื่นความต้องการทราฟฟิกข้อมูล จาก AI โนเกียระบุว่าจะแบ่งออกเป็น 3 ระลอกสำคัญ คือ 1 Hyperscaler Compute ทราฟฟิกที่ไหลจากสายเคเบิลใต้ทะเลระหว่างประเทศมุ่งสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจากการลงทุนของกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ 2 Agentic AI & Model Training ทราฟฟิกที่ไหลระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกันเพื่อฝึกฝนโมเดล
และเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI จะเกิดขั้นที่ 3 Physical AI & Edge ทำให้ทราฟฟิกที่ไหลจากดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่เครือข่ายส่วนปลาย เพื่อใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบสูงมากจากศักยภาพด้านการผลิตและโรงงาน
โอกาสทองของประเทศไทยในเวลา จะมีทั้ง Data Center Interconnect (DCI) การเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลในประเทศที่มีมากกว่า 50 แห่ง ทำให้มีความต้องการใช้งาน Optical Fiber คุณภาพสูงและปริมาณมาก ตามด้วย GPU as a Service ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายหันมาให้บริการ "AI Host" หรือการโฮสต์ระบบประมวลผลและการวิเคราะห์อนุมาน (
ขณะเดียวกัน เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันเริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัดทของสายใยแก้วนำแสงแบบเดิม โนเกียจึงได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ เช่น มัลติคอร์ไฟเบอร์ (Multi-core fiber) และ ฮอลโลว์คอร์ไฟเบอร์ (Hollow-core fiber) ซึ่งมีแกนกลางกลวง และใช้ก๊าซหรืออากาศแทนซิลิกา ช่วยให้แสงเดินทางได้เร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มจำนวนเส้นไฟเบอร์ในสายเคเบิลเดี่ยวจากหลักร้อยเส้นไปสู่ระดับสูงสุด 6,000 เส้น เหมือนที่เริ่มใช้ในสหรัฐอเมริกาเพื่อรองรับมหาศาลของข้อมูล


