xs
xsm
sm
md
lg

'Synology' ปรับทัพ Private AI รับองค์กรไทยลดพึ่งคลาวด์ (Cyber Weekend)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'Synology' มองตลาดองค์กรไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังหลายธุรกิจเริ่มทบทวนการพึ่งพาคลาวด์สาธารณะ จากแรงกดดันด้านต้นทุน ความเร็วในการกู้คืนข้อมูล ความเสี่ยงไซเบอร์ และโจทย์อธิปไตยข้อมูล โดยแนวโน้มต่อจากนี้จะเป็นการจัดการข้อมูลแบบไฮบริด เลือกเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในโครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรควบคุมได้เอง พร้อมใช้ Private AI, Data Protection และ High Performance Storage เป็นแกนหลักขยายฐานลูกค้าในไทย ซึ่งบริษัทวางให้เป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของอาเซียน

องค์กรถอยจาก Cloud First

นายรหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท Synology (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของ Synology ในไทยปีนี้จะให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์หลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ Data Protection (DP) ซึ่งเป็นระบบสำรองและปกป้องข้อมูล และ High Performance Storage (HPS) ที่รองรับงานประมวลผลข้อมูลประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการบริหารจัดการข้อมูลภายในระบบของตนเองมากขึ้น

นายรหัทกล่าวว่า Synology ไม่ได้เจาะตลาดตามประเภทอุตสาหกรรมแบบตายตัว แต่พิจารณาจากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการจัดการข้อมูลแบบ On-premises มีความเป็นส่วนตัวสูง และมีต้นทุนคุ้มค่ากว่าการใช้คลาวด์แบบ Subscription โดยเฉพาะในช่วงที่หลายองค์กรพบว่าค่าใช้จ่ายบนคลาวด์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและควบคุมได้ยาก

สำหรับตลาดไทย กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ 2 กลุ่มของ Synology ได้แก่ ภาคการผลิตและภาครัฐ มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 35% โดยเฉพาะภาครัฐเริ่มปรับแนวคิดจากเดิมที่เน้น Cloud First ไปสู่รูปแบบ Hybrid มากขึ้น เนื่องจากการใช้คลาวด์ทั้งหมดทำให้องค์กรต้องแบกรับต้นทุนต่อหัว ต่ออุปกรณ์ และต่อผู้ใช้งาน แม้พนักงานบางส่วนไม่ได้ใช้บริการเต็มรูปแบบ แต่องค์กรยังต้องจ่ายค่าบริการอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม Synology ไม่ได้มองว่าทุกองค์กรจะกลับมาใช้ On-premises แบบ 100% แต่ข้อมูลบางส่วนจะยังอยู่บนคลาวด์ ขณะที่ข้อมูลสำคัญ ข้อมูลอ่อนไหว และข้อมูลที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง จะถูกนำกลับมาเก็บไว้ในระบบขององค์กรเองมากขึ้น

ปัญหาใหญ่ของการเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้บนคลาวด์ คือค่าใช้จ่ายและความเร็วในการดึงข้อมูลกลับ โดยเฉพาะกรณีข้อมูลขนาดใหญ่มาก เช่น 100 TB หากองค์กรถูกโจมตีด้วย Ransomware และต้องกู้คืนข้อมูลจากคลาวด์ อาจใช้เวลานานจนธุรกิจหยุดชะงัก โดยเฉพาะภาคการผลิตที่หากสายการผลิตหยุด ย่อมเกิดต้นทุนมหาศาล ทั้งค่าพนักงาน ค่าเครื่องจักร และความเสียหายจากการผลิตที่ไม่สามารถดำเนินต่อได้

ในมุมตลาด NAS หรือระบบจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย ซึ่งทำหน้าที่เหมือน 'คลังข้อมูลกลาง' ขององค์กร ให้พนักงานสามารถจัดเก็บ สำรอง และเรียกใช้ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบเครือข่ายได้อย่างปลอดภัย นายรหัทกล่าวว่า จากข้อมูลการขายของบริษัท Synology ประเมินว่ามีส่วนแบ่งตลาด NAS ในไทยประมาณ 85% ขณะที่การเติบโตหลังโควิดอยู่ในระดับสูง โดยเมื่อเทียบกับปี 2563 บริษัทเติบโตราว 280% และในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2568

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านซัพพลายเชนยังส่งผลต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ หลังราคาชิ้นส่วนสำคัญในตลาดโลก ทั้ง Hard Disk, RAM, SSD และ GPU Card ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ตลาดช่วงต้นปีมีความปั่นป่วนพอสมควร อย่างไรก็ตาม Synology ยังมีสต๊อกสินค้าอยู่ในระดับเพียงพอ ทั้งดิสก์และเครื่องของบริษัทเอง จึงสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ต่อเนื่อง ไม่เกิดปัญหาขาดตลาดยาว 2-3 เดือน ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องราคาที่อาจขยับขึ้นอีกกลับทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น ส่งผลให้ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ Synology เติบโตประมาณ 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2567


ดันซื้อขาดคืนทุนไว

นายรหัทกล่าวว่า เรื่องราคามีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าอย่างมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของ Synology ไม่มีค่า Subscription รายเดือนและรายปี แต่เป็นการซื้อขาด ใช้งานได้ทันที และมีต้นทุนที่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้ลูกค้าควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันแรกที่ลงทุน

เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในกลุ่ม Backup หากคำนวณต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ หรือ Total Cost of Ownership (TCO) ในระยะ 5 ปี Synology เคยคำนวณว่ามีต้นทุนถูกกว่าคู่แข่งได้ถึง 28 เท่า ส่วนผลิตภัณฑ์ระดับ Enterprise High-performance รุ่นใหม่ หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งในสเปกใกล้เคียงกัน เมื่อต้นทุนของคู่แข่งอยู่ที่ 100 ต้นทุนของ Synology จะอยู่ประมาณ 30 เนื่องจากบริษัทพัฒนาระบบนิเวศเองทั้งหมด ไม่ต้องนำ Server, Disk และ Software จากหลายฝ่ายมาประกอบรวมกัน และไม่ต้องจ่ายค่า License ให้ผู้ให้บริการภายนอก

ด้านจุดคุ้มทุนเมื่อเทียบกับ Public Cloud นายรหัทให้ตัวอย่างว่า หากองค์กรมีพนักงาน 1,000 คน และจ่ายค่าคลาวด์ขั้นต่ำคนละ 6 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 180 บาทต่อเดือน องค์กรจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 180,000 บาทต่อเดือน หากนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับการซื้อ NAS ที่มีขนาดเหมาะสม จุดคุ้มทุนอาจอยู่ที่ประมาณ 7 เดือนเท่านั้น โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก จุดคุ้มทุนจะยิ่งเกิดเร็วขึ้น

เมื่ออุปกรณ์ของ Synology มีประกัน 5 ปี หากคืนทุนภายใน 7 เดือน เท่ากับช่วงเวลาที่เหลืออีกประมาณ 4 ปี 5 เดือน คือระยะเวลาที่องค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการไม่ต้องจ่ายค่าบริการคลาวด์รายเดือนต่อเนื่อง

สำหรับโครงสร้างตลาดไทย Synology ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) มีสัดส่วนประมาณ 85% ขณะที่กลุ่มผู้ใช้ทั่วไป (B2C) มีสัดส่วนประมาณ 15% สะท้อนว่าบริษัทเปลี่ยนภาพจำจากแบรนด์ NAS สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไปสู่ผู้ให้บริการโซลูชันข้อมูลระดับองค์กรอย่างชัดเจน


DP-HPS รับยุคข้อมูลมีมูลค่า

นายรหัทกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการทำตลาดในปี 2569 คือกลุ่ม Data Protection (DP) ซึ่งจะเป็นดาวเด่น เพราะข้อมูลมีมูลค่าสูงขึ้นและกลายเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ โดยเฉพาะ Ransomware ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เกิดจากแฮกเกอร์ที่พัฒนาเครื่องมือเองเท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบ Ransomware as a Service ที่เปิดให้ผู้ไม่หวังดีนำเครื่องมือเรียกค่าไถ่ไปใช้โจมตีเหยื่อ และแบ่งรายได้กับผู้พัฒนามัลแวร์

ด้วยเหตุนี้ ระบบ Backup ที่ปลอดภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยง เพราะหากองค์กรถูกโจมตีด้วย Ransomware และมีข้อมูลสำรองที่ปลอดภัย ก็สามารถฟอร์แมตเครื่อง ติดตั้งระบบใหม่ และกู้คืนข้อมูลจาก Backup กลับมาใช้งานได้ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่ ซึ่งยังไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับกุญแจปลดล็อกข้อมูลกลับมาจริง

อีกผลิตภัณฑ์ที่บริษัทต้องการผลักดันคือ PAS Series กลุ่ม High Performance Storage (HPS) เนื่องจากตลาดข้อมูลไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังต้องการความเร็วสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI, Semiconductor, ภาคการเงิน และภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมากในเวลาสั้นๆ

นายรหัทยกตัวอย่างว่า ลูกค้ากลุ่ม Semiconductor มีการจำลองการทำงานพร้อมกันถึง 1,400 งาน ทำให้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลต้องมีประสิทธิภาพสูงมาก โดย HPS สามารถตอบโจทย์งานลักษณะนี้ได้ เพราะมีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบเดิมประมาณ 3 เท่า เหมาะกับยุคที่ AI ต้องใช้ข้อมูลปริมาณมากและต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูง

สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มต้องการ HPS สูง ได้แก่ ภาคการเงิน และภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงงานที่เชื่อมโยงกับ AI โดยอุปกรณ์ของ Synology มีระยะประกัน 5 ปี แต่โดยทั่วไปยังสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่านั้น

นายรหัทยังอธิบายภาพรวมโซลูชันของ Synology ว่าแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.HD หรือ High Density สำหรับการเก็บข้อมูลระยะยาวและงาน Archiving ระดับ Petabyte 2.HPS สำหรับงานที่ต้องการ Performance สูง 3.RS/DS สำหรับ NAS ทั่วไป กลุ่ม General Purpose ที่ใช้งานได้หลากหลาย และ 4.GS สำหรับ Scale-out รวมถึงการจัดเก็บ Unstructured Data กับ Object Storage

นอกจากนี้ การย้ายฐาน Supply Chain โลกเข้ามาในไทยถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญ เพราะเมื่อมีฐานการผลิตใหม่ ทุกองค์กรย่อมต้องการระบบไอทีและระบบจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น ขณะเดียวกันโรงงานและองค์กรจำนวนมากยังต้องทำระบบให้ผ่านมาตรฐาน เช่น ISO 9001 และ ISO 27001 ทำให้โซลูชันด้าน Surveillance ของ Synology มีโอกาสเติบโต เนื่องจากสามารถรวมศูนย์การจัดการกล้องวงจรปิดหลายยี่ห้อไว้ในระบบเดียวได้

สำหรับโอกาสในกลุ่ม Virtual Bank นายรหัทมองว่ายังมีความสำคัญ เพราะแม้บริการจะเป็น Virtual แต่ระบบหลังบ้านยังต้องมีสถานที่เก็บข้อมูลจริง ไม่ว่าจะอยู่ใน Data Center หรือ On-premises ของธนาคารเอง ข้อมูลจึงยังต้องถูกจัดเก็บในโครงสร้างพื้นฐานที่มีตัวตนทางกายภาพเสมอ

นายรหัทยังกล่าวถึงกระแสการลงทุน Data Center ของต่างชาติในไทยว่า การมี Data Center ตั้งอยู่ในประเทศไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะเป็นเจ้าของข้อมูล หรือมี Data Sovereignty โดยอัตโนมัติ เพราะ Data Center เป็นเพียงพื้นที่ให้เช่าเก็บข้อมูล ขณะที่ประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งไฟฟ้าและระบบทำความเย็น เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้าทั่วโลก


DSM-AI ปูทางข้อมูลอัจริยะ

นายฟิลิป หว่อง ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Synology กล่าวว่า ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบภัยคุกคามไซเบอร์ให้ซับซ้อนและรุนแรงขึ้น ความท้าทายของภาคธุรกิจไม่ได้อยู่เพียงการเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ แต่คือการรักษาอำนาจควบคุมข้อมูล (Data Control) ให้อยู่กับองค์กรอย่างแท้จริง

นายฟิลิปกล่าวว่า Synology จึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่รองรับการใช้ AI ภายในองค์กร ควบคู่กับระบบปกป้องข้อมูลที่น่าเชื่อถือและใช้งานง่าย โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนผ่าน DiskStation Manager (DSM) จากระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ไปสู่ 'แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ' เพื่อรองรับการทำงานของ AI ภายในองค์กร

DSM เจเนอเรชันใหม่จะช่วยให้องค์กรเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจและ Log ของระบบให้กลายเป็นฐานความรู้ส่วนตัวสำหรับ AI ได้โดยตรง ทำให้ข้อมูลดิบที่กระจัดกระจายอยู่ในองค์กรถูกนำมาสร้างข้อมูลเชิงลึกและใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องส่งข้อมูลสำคัญออกไปยังคลาวด์สาธารณะ

DSM รุ่นใหม่ยังรองรับการบริหารจัดการระบบขนาดใหญ่ผ่านฟีเจอร์ Cluster Manager ซึ่งรวมศูนย์การจัดการระบบของ Synology หลายชุดไว้ในหน้าจอเดียว ช่วยให้องค์กรที่มีหลายสาขา หลายไซต์งาน และระบบจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน บริการจัดเก็บข้อมูลและแอปพลิเคชันยังถูกแยกส่วนในรูปแบบ Containerized Workloads ทำให้การย้ายเวิร์กโหลดข้ามระบบและข้ามไซต์งานมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม

ในส่วนของ Active Insight บริษัทเพิ่มฟีเจอร์ Mass Deployment เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถติดตั้งและตั้งค่าระบบในหลายพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมปรับปรุง Log Center ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้าน Enterprise Observability ช่วยให้องค์กรตรวจสอบสถานะระบบ วิเคราะห์เหตุการณ์ และส่งออกข้อมูลไปยังแพลตฟอร์มสังเกตการณ์ชั้นนำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านความปลอดภัย Synology เพิ่มระบบควบคุมการเข้าถึงตามบทบาท หรือ Role-Based Access Control (RBAC) ให้ละเอียดขึ้น เพื่อจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามหน้าที่ของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการทดสอบเพื่อรับรองมาตรฐาน FIPS 140-3 ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงที่สำคัญต่อองค์กรภายใต้เงื่อนไขจัดซื้อจัดจ้างและข้อกำหนดด้าน Compliance ที่เข้มงวด

อีกหนึ่งแกนสำคัญของโรดแมปครั้งนี้คือ ActiveProtect Manager 2.0 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กร จากระบบสำรองข้อมูลที่เน้นการกู้คืนหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันและตรวจจับความผิดปกติก่อนสร้างความเสียหายรุนแรง

ActiveProtect Manager 2.0 ขยายความสามารถในการสำรองและกู้คืนข้อมูลครอบคลุม Azure Virtual Machines, Amazon EC2, Nutanix AHV, Proxmox VE และ Google Workspace โดยรองรับการกู้คืนอินสแตนซ์ของ VM ข้ามแพลตฟอร์ม ทั้งการกู้คืนไปยังคลาวด์และระบบ On-premises ภายในองค์กร

ระบบยังรองรับการคัดลอกข้อมูลสำรองไปยัง Azure Blob Storage และสามารถกู้คืนข้อมูลแบบ Cloud-to-Cloud ไปยังสภาพแวดล้อม VM ที่ใช้งานจริงได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการกู้คืนระบบ หรือ Recovery Time Objective (RTO) และลดต้นทุนการกู้คืนข้อมูล โดยเฉพาะกรณีองค์กรต้องฟื้นระบบหลังเกิดเหตุโจมตีไซเบอร์หรือระบบหยุดชะงัก

สำหรับการป้องกันเชิงรุก ActiveProtect Manager 2.0 ใช้ Anomaly Detection Engine ที่ขับเคลื่อนด้วย Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ประวัติเวอร์ชันของข้อมูลสำรอง และตรวจจับรูปแบบผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณของภัยคุกคาม เช่น อัตราการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่สูงเกินไป การลบข้อมูลจำนวนมาก และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าความสุ่มข้อมูล ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของ Ransomware

หากระบบพบไฟล์ที่ได้รับผลกระทบ ไฟล์ดังกล่าวจะถูกกักกันโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรนำข้อมูลที่ติดไวรัสหรือถูกแก้ไขโดยมัลแวร์กลับมาใช้งานซ้ำ นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการทำงานร่วมกับโปรแกรมป้องกันไวรัสจากภายนอก และมีฟีเจอร์ Auto Fallback ที่สามารถย้อนกลับไปยังจุดสำรองข้อมูลล่าสุดที่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ หากพบว่าจุดกู้คืนเดิมมีความเสี่ยง

ทั้งนี้ ActiveProtect Manager 2.0 มีกำหนดเปิดตัวและให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาส 3 ปี 2569 ส่วนฟีเจอร์และนวัตกรรมต่างๆ ในโรดแมป DSM เจเนอเรชันถัดไป จะทยอยเปิดตัวผ่านการอัปเดต DSM ในระยะต่อไป

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของ Synology ในการขยับจากผู้ให้บริการระบบจัดเก็บข้อมูล สู่ผู้วางโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและ AI สำหรับองค์กร ในยุคที่ต้นทุนคลาวด์ ความเสี่ยงไซเบอร์ และอธิปไตยข้อมูลกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคธุรกิจ