xs
xsm
sm
md
lg

เปิดวิชั่น Vibe Coding เทรนด์สร้างโค้ดด้วยการคุยกับ AI โปรแกรมเมอร์ต้องปรับตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดวิชั่น "ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์" มองเทรนด์ AI ปี 2569 ที่เรียกว่า “ไวบ์โค้ดดิ้ง" (Vibe Coding) หรือการสร้างซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันผ่านการสนทนากับ AI โดยใช้ภาษาธรรมชาติ แทนการเขียนโค้ดแบบดั้งเดิม ชี้บทบาทของโปรแกรมเมอร์และองค์กรในอนาคตกำลังเปลี่ยนผ่านชัดเจนจากยุค Generative AI ไปสู่ Agentic AI ทำให้ผู้ใช้งานสามารถอธิบายความต้องการหรือปัญหาให้ AI ฟังผ่านภาษาธรรมชาติ เป็นการคุยให้ AI จะทำหน้าที่สร้างโค้ด ออกแบบระบบ และพัฒนาแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันตามคำสั่ง

สำหรับมนุษย์ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ เชื่อว่าจะเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เขียนโค้ด” ไปเป็น “สถาปนิกระบบ” และ “ผู้กำกับ AI” ที่คอยออกแบบกระบวนการทำงาน ควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และธรรมาภิบาลของ AI โปรแกรมเมอร์ยังมีความสำคัญ แต่ต้องเพิ่มทักษะรอบด้าน

***Vibe Coding : สร้าง Code จากการคุยกับ AI


ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่รวดเร็ว จาก Generative AI มาสู่ Agentic AI ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน AI สามารถพัฒนาเข้าสู่ระบบของการสร้าง Code ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือไม่ เพียงมีความสามารถในการออกคำสั่ง (Prompt) ให้กับ AI ในการออกแบบ Code ได้ ก็สามารถที่จะสร้างแพลตฟอร์มและ แอปพลิเคชัน ได้แล้ว

ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์? ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน)
ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI Transformation & Solutions ให้ความเห็นว่า จากการออกคำสั่งด้วยการใส่ข้อมูลให้ AI ปัจจุบันกำลังพัฒนาไปสู่ การสร้าง Code จากการสนทนากับ AI ที่เรียกว่า Vibe Coding ซึ่งเป็นโลกของ คนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการ

"พัฒนาการของ AI ในปัจจุบัน กำลังเข้าสู่แนวคิดเรื่องการเขียน Code โดยใช้ภาษาธรรมชาติในการสื่อสารกับ AI เพื่อให้ AI เป็นผู้สร้างระบบแทนมนุษย์ ซึ่งพลิกโฉมจากกระบวนการเขียน Code แบบดั้งเดิม การเขียน Code ด้วยภาษาธรรมชาติ จะทำให้เราสามารถที่จะสร้าง Code ได้ตามความต้องการของตัวเองได้ง่ายขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์"

ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะทำให้การทำงานของ AI สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้คนได้มากขึ้น คนที่จะสามารถเขียน Code ได้ดี คือ คนที่เข้าใจในระบบที่ตัวเองต้องการ และสื่อสารได้ดี เป็นผู้ควบคุมการทำงานของ AI หลายตัวที่ทำงานร่วมกัน หน้าที่ของคนไม่ได้อยู่ที่การพิมพ์ แต่จะเป็นผู้ออกแบบกระบวนการทำงาน กำหนดโครงสร้าง และ ตรวจสอบคุณภาพการทำงานของ AI ไปจนถึงการควบคุมเรื่องของความปลอดภัย และบริหารทั้งระบบ หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คนจะกลายเป็น “สถาปนิก” ผู้ออกแบบกระบวนการทำงานทั้งหมดของ AI ในขณะที่ AI เป็น “ทีมพัฒนาและรับเหมา” กระบวนการสร้างงาน

แม้ "Vibe Coding" จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้าง Prototype และทดสอบไอเดียได้อย่างรวดเร็ว แต่การนำมาใช้ในระบบจริงยังแฝงความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ที่ AI อาจละเลยการตรวจสอบที่รัดกุม, ความยากในการแก้ไขปัญหา เมื่อเกิดบั๊กเพราะผู้พัฒนาไม่ได้เข้าใจตรรกะโค้ดในเชิงลึกตั้งแต่ต้น, การสะสมหนี้ทางเทคนิค ที่อาจทำให้โครงสร้างระบบยุ่งเหยิงดูแลยาก, ปัญหาคอขวดด้านประสิทธิภาพ เมื่อต้องรองรับผู้ใช้งานจริงจำนวนมาก รวมถึง ความเสี่ยงด้านลิขสิทธิ์ที่โมเดลอาจดึงโค้ดติดลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ตั้งใจ

 อีกทักษะสำคัญที่โปรแกรมเมอร์ต้องเร่งเสริมทัพ คือทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การทำงานแบบ Vibe Coding สิ่งสำคัญที่สุดคือมนุษย์ต้องก้าวเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและบริหารจัดการ AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อบกพร่องได้ตั้งแต่ระดับการออกแบบการทำงาน ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยร้ายแรง

จากความท้าทายทั้งหมด นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า "เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Vibe Coding แล้ว โปรแกรมเมอร์ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่?" คำตอบคือ ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องพลิกโฉมบทบาทของตนเอง

"โปรแกรมเมอร์ยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องก้มหน้าเขียนคำสั่งเองทุกบรรทัดอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับมุมมองให้กว้างขึ้น โดยต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของธุรกิจ สถาปัตยกรรมระบบ การไหลเวียนของข้อมูล การบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาล มาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงความเชี่ยวชาญในการออกแบบคำสั่ง ให้ AI ทำงานได้อย่างแม่นยำและตอบโจทย์"

อีกทักษะสำคัญที่โปรแกรมเมอร์ต้องเร่งเสริมทัพ นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญในการอ่านและทำความเข้าใจโครงสร้าง Code แล้ว คือ "ทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์" และความเข้าใจในบริบททางธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการนักพัฒนา จากการลงมือเขียนโปรแกรมด้วยตนเอง ไปสู่การออกแบบความคิดเพื่อนำทางให้ AI ทำงานแทนอย่างแท้จริง

ภายใต้การทำงานแบบ Vibe Coding สิ่งสำคัญที่สุดคือมนุษย์ต้องก้าวเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและบริหารจัดการ AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาลอย่างใกล้ชิด
ที่สุดแล้ว ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ เชื่อว่าในสมรภูมิธุรกิจยุค AI องค์กรที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่บริษัทที่มีทีมผู้พัฒนาขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่คือองค์กรที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์และความต้องการทางธุรกิจให้กลายเป็นระบบที่พร้อมใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะในยุคแห่ง Vibe Coding กฎการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ว่าใครลงมือเขียนโค้ดได้เร็วกว่ากัน แต่อยู่ที่ใครสามารถสื่อสาร กำกับทิศทาง AI และพลิกแพลงไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมได้ไวกว่ากัน

"ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Vibe Coding ไม่ได้เข้ามาเพื่อ "แทนที่" นักพัฒนา หากแต่เป็นการยกระดับศักยภาพของพวกเขาให้ก้าวขึ้นไปสู่บทบาทของผู้ออกแบบระบบและ "ผู้กำกับ AI" ในระดับมหภาค ในขณะที่ AI จะก้าวเข้ามารับช่วงต่อในฐานะ "ขุมกำลังแรงงานดิจิทัล" รุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต" ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย.