ไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราการเปิดรับและเติบโตด้าน AI สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จากข้อมูลล่าสุดพบว่าในช่วงปีที่ผ่านมา มีประชากรไทยถึง 72% ที่เคยใช้งาน AI ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ในภาคธุรกิจ มีกลุ่มธุรกิจ SMEs สูงถึง 68% ที่แสดงความต้องการในการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนองค์กร
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า "ความพร้อมและความต้องการ" ของตลาดไทยนั้นอยู่ในระดับสูง ทว่าคำถามสำคัญคือ ภาคธุรกิจจะสามารถทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างไรให้รวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด ท่ามกลางปัจจัยลบทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน
ไมค์ บอยล์ รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการกลุ่ม เอชพี ภูมิภาค เอเชียตะวันออก ให้ข้อมูลว่า หัวใจสำคัญของการปฏิวัติ AI ในองค์กรนับจากนี้คือ AI at the Edge หรือการประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทางโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ทั้ง พีซี, โน้ตบุ๊ก, หรือเครื่องพิมพ์ แทนที่จะพึ่งพาการประมวลผลบนระบบคลาวด์เป็นหลัก
"วันนี้เราต้องทำการให้อุปกรณ์ประมวลผลทุกๆ เครื่อง เป็นดีไวซ์ที่สามารถใช้งาน AI เพื่อจะทำให้การทำงานของพนักงานมีความรวดเร็ว ง่าย และได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด"
ความเร็วและการทำงานที่ไร้รอยต่อ จากการประมวลผลบนเครื่องช่วยให้พนักงานสามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในเสี้ยววินาที ตอบโจทย์ระบบการทำงานยุคใหม่แบบ Hybrid Work ที่ต้องเชื่อมต่อและส่งข้อมูลจากทุกที่ทุกเวลาโดยไม่สะดุด
ขณะเดียวกันในยุค AI ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของธุรกิจคือความปลอดภัยของข้อมูลองค์กร การใช้ Edge AI ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา Cloud สาธารณะ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุม ความเร็ว และความปลอดภัยของข้อมูลทุกอย่างไว้ในมือตัวเองได้โดยตรง
นอกจากนี้ ยังลดภาระฝ่าย IT ขององค์กร จากระบบที่ช่วยบริหารจัดการฮาร์ดแวร์ทั้งหมดในองค์กรได้จากระยะไกล สามารถคาดการณ์และวางแผนการซ่อมบำรุงล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดดาวน์ไทม์ และลดภาระงานหนักของฝ่าย IT ได้อย่างมหาศาล
***การเติบโตของ AI PC ในภูมิภาค
ความต้องการอุปกรณ์ที่รองรับ AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดแบบไตรมาสต่อไตรมาส ในผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ของ HP ระบุว่า 44% ของคอมพิวเตอร์ที่ HP จัดส่งทั่วภูมิภาค เป็นคอมพิวเตอร์ประเภท AI PC ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 35% ในไตรมาสแรก
“จากอัตราการเติบโตที่ผ่านมาเป็นไปได้ว่าในทุกๆ ไตรมาส สัดส่วนของพีซีที่เอชพีจัดส่ง มีโอกาสขยับเป็น AI PC เพิ่มขึ้นราว 5% ต่อเนื่อง จึงกลายเป็นว่าถึงสิ้นปีนี้ กว่าครึ่งของพีซีรุ่นใหม่จะรองรับการทำงานของ AI บนเครื่องแล้ว”
เทรนด์นี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อถึงเวลาที่องค์กรหรือผู้บริโภคทั่วไปต้องการอัปเกรดเครื่องใหม่ พฤติกรรมการซื้อได้เปลี่ยนไปสู่การมองหา "อนาคต" โดยยอมลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ที่มีฟังก์ชันและชิปเซ็ตประมวลผล AI ฝังอยู่ล่วงหน้า เพื่อรองรับแอปพลิเคชัน AI ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะมีความต้องการสูง ทว่าปัจจุบันภาคธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาสินค้าที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
HP ได้แก้เกมความเสี่ยงนี้ด้วยการสร้างความมั่นคงด้านซัพพลายเชน โดย HP ได้ทำการล็อกยอดสั่งซื้อชิ้นส่วนสำคัญอย่างหน่วยความจำ และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล สำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วยการันตีความมั่นคงในฝั่งการผลิตและการส่งมอบสินค้าได้ยาวนานครอบคลุมไปจนถึงปี 2026
ในแง่ของผลกระทบแยกตามเซกเมนต์ ผู้บริหาร HP ประเมินว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไป อาจชะลอการซื้อเนื่องจากปัจจัยด้านกำลังซื้อ สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรและผู้ประกอบการ SMEs กลับมองตรงกันข้าม โดยกลุ่มธุรกิจยังคงเดินหน้าลงทุนในระบบไอทีและ AI อย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าเป็น เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและลดต้นทุนแรงงานในระยะยาวได้
***“One HP” ช่วย SMEs เข้าถึงเทคโนโลยี
เนื่องจากธุรกิจ SMEs คิดเป็น 99% ของระบบเศรษฐกิจไทย ทว่าส่วนใหญ่มักมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ HP จึงได้ปรับกลยุทธ์ผ่านแนวคิด "One HP" ทั้งการขยายความสามารถของ AI ลงไปในไลน์สินค้าทุกระดับราคา ประกอบกับการพัฒนา HP IQ และ OmniSense ทำหน้าที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์, เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์กล้องคอนเฟอเรนซ์ ให้ทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ เพื่อลดต้นทุนในการซื้อฮาร์ดแวร์ HP ได้นำเสนอโมเดลการจ่ายเงินแบบ Subscription หรือ Device-as-a-Service สำหรับ SMEs ซึ่งช่วยควบคุมรายจ่าย และสามารถอัปเกรดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ตามการเติบโตของธุรกิจ
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ตอกย้ำความสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก คือความคืบหน้าด้านฐานการผลิตของ HP โรงงานของ HP ในประเทศไทยดําเนินการผลิตและส่งออกเทคโนโลยีพรินเตอร์ไปทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1998 โดยมียอดจัดส่งสะสมสูงกว่า 300 ล้านเครื่อง และที่สำคัญคือ ชิ้นส่วนประกอบกว่า 65% ของผลิตภัณฑ์ HP ถูกผลิตขึ้นภายในประเทศไทย
โดยในปีที่ผ่านมา HP ได้ขยายฐานการผลิตในไทยครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดสายการผลิตเครื่องพิมพ์เลเซอร์แห่งใหม่ในประเทศไทย และในปีนี้ HP กำลังเดินหน้าพัฒนาต่อยอดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการกระจายชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไอทีในภูมิภาค
วรานิษฐ์ อธิจรัสโรจน์ กรรมการผู้จัดการ เอชพี ประเทศไทย จากการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยของ HP ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน ตลอดจนยกระดับทักษะแรงงานไฮเทคให้กับประเทศไทยโดยตรง
ทั้งนี้ HP ยังเชื่อว่า อนาคตการแข่งขันจะถูกตัดสินด้วยความเร็วและความแม่นยำในการเข้าถึงข้อมูล องค์กรที่ปรับตัวนำ AI at the Edge เข้ามาผสานรวมกับกระบวนการทำงานได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นในภาคการเงินที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลเครดิตในเสี้ยววินาที หรือภาคการผลิตที่ต้องเดินสายพานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่สะดุด จะเป็นกลุ่มที่สร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ได้อย่างยั่งยืน


