แมเนจเอนจิ้น (ManageEngine) แบรนด์ระบบจัดการไอทีองค์กรสัญชาติอินเดีย ประกาศเปิดตัวปัญญาประดิษฐ์หรือ AI อัตโนมัติ หลังโชว์จุดยืนรุกโปรเจกต์ปั้นเด็กไทยรุ่นใหม่ ยกประเทศไทยเป็นแหล่งรายได้ในอันดับ Top 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิใจฐานลูกค้าองค์กรไทยโตเร็วเกิน 700 รายพร้อมทีมงานดูแลในประเทศ
นายอารุน คูมาร์ รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ManageEngine กล่าวว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรายได้อันดับ Top 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในแง่ของจำนวนลูกค้า ไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของฐานลูกค้าทั้งหมดในอาเซียน และปัจจุบัน ManageEngine มีลูกค้าที่ใช้งานผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยแล้วประมาณ 700 ถึง 750 ราย ซึ่งขณะนี้มีทีมงานในพื้นที่ และทำงานอย่างใกล้ชิดผ่านระบบนิเวศพาร์ทเนอร์ในไทย
"ManageEngine ลงทุนด้านการศึกษาเพื่อปั้นบุคลากรไอทีในไทย ตอนนี้บริษัทมีแคมเปญที่ชื่อว่า Learn IT with ME ซึ่งเป็นแคมเปญที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย โดยที่แรกจะเป็นมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อสร้างให้นักศึกษาเห็นภาพว่าในมุมของธุรกิจ ไอทีนั้นสามารถขับเคลื่อนโลกและขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างไร"
ManageEngine นั้นเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านการบริหารจัดการระบบไอทีระดับองค์กร ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจภายใต้เครือโซโห (Zoho Corporation) จากประเทศอินเดียที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1996
อารุนชี้ว่าเป้าหมายหลักของ ManageEngine คือการโฟกัสไปที่การสนับสนุนแผนกไอทีในองค์กรต่างๆ โดยนำเสนอซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีได้ในเชิงรุก ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปกป้ององค์กรให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน ManageEngine มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 60 ตัว ซึ่งถูกจัดกลุ่มออกเป็น 7 โซลูชันหลัก หนึ่งในนั้นคือระบบ IT Service Management (ITSM) ระบบบริหารจัดการบริการด้านไอทีที่มาพร้อมกับการจัดการสินทรัพย์องค์กร, ระบบ Unified Endpoint Management and Security (UEMS) ระบบบริหารจัดการและรักษาความปลอดภัยครอบคลุมวงจรชีวิตของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และมือถือ และระบบ Full Stack Observability ระบบตรวจสอบการทำงานครบวงจรตั้งแต่ Network, Server, Storage ไปจนถึง Cloud Application ซึ่งได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก
อารุนเชื่อว่าจุดเด่นที่ทำให้ ManageEngine แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น คือสถาปัตยกรรมแบบ Unified Data Layer ที่ต่างจากเครื่องมือไอทีในตลาดที่มักจะทำงานแยกส่วนกันหรือไซโล โดยผลิตภัณฑ์ของ ManageEngine ถูกสร้างขึ้นมาเองทั้งหมดให้อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูล และทำงานประสานกันแบบ End-to-End ได้อย่างไร้รอยต่อ
ManageEngine ยังมีดาต้าเซ็นเตอร์เป็นของตัวเอง ให้บริการทั้งรูปแบบ On-Premise และระบบ Cloud โดยที่ระบบคลาวด์นั้นรันอยู่บนดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทที่มีมากกว่า 20 แห่งทั่วโลก ไม่ได้พึ่งพาบริการ Cloud จากผู้ให้บริการรายอื่น
ManageEngine ยังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI โดยล่าสุดบริษัทได้พัฒนาและเปิดตัว Zia Agents ซึ่งเป็น Autonomous AI Agent ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไอที มาช่วยจัดการปัญหาอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีโซลูชันที่เปิดให้องค์กรใช้งาน LLM ในบริบทของไอทีได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
การเปิดตัว Zia Agents นั้นเกิดขึ้นไม่นานหลังจาก ManageEngine ประกาศเพิ่มความสามารถโซลูชัน Native SOAR (Security Orchestration, Automation and Response) ให้กับแพลตฟอร์ม Log360 เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการภัยคุกคามไซเบอร์ได้ครบวงจร ตั้งแต่การตรวจจับ วิเคราะห์ ไปจนถึงการตอบสนองอัตโนมัติภายในแพลตฟอร์มเดียว Native SOAR มีระบบ Orchestration ในตัว และเครื่องมือสร้าง Playbook แบบ Low-Code ที่ช่วยลดความซับซ้อนในการออกแบบเวิร์กโฟลว์ด้านความปลอดภัย ช่วยลดภาระของทีมรักษาความปลอดภัย เพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ และสนับสนุนแนวทาง Unified Security Operations ที่องค์กรยุคใหม่กำลังให้ความสำคัญมากขึ้น
ปัจจุบัน ManageEngine มีฐานลูกค้าองค์กรที่ใช้ผลิตภัณฑ์อยู่ประมาณ 300,000 รายทั่วโลก และกำลังขยายตัวอย่างมากในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยที่มีฐานลูกค้าองค์กรใช้งานอยู่แล้วราวๆ 700 ถึง 750 ราย
***Zia Agents มาแล้ว
ManageEngine มองว่าทุกองค์กรอยากประยุกต์ใช้ AI แต่ความกังวลสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือภาระค่าใช้จ่าย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล Zia Agents จึงถูกพัฒนาเพื่อเป็นระบบ Autonomous AI Agent ที่สามารถประสานงานและลงมือทำงานด้านไอทีได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้คนควบคุม
แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมกับเครื่องมือ Zia Agent Studio ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ Agent สำเร็จรูป (เช่น เจ้าหน้าที่ Service Desk ระดับ L1 หรือผู้ช่วย HR) หรือจะสร้าง Agent ขององค์กรเองผ่านคำสั่งภาษาธรรมชาติ (NLP) ก็ได้ โดยผู้ดูแลระบบไอทีสามารถกำหนดขอบเขต กฎเกณฑ์ (Guardrails) และสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเคร่งครัด
สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์และตอบโจทย์องค์กรไทยที่สุดคือการใช้งาน AI แบบไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง ซึ่งผู้บริหารของ ManageEngine เน้นย้ำว่า บริษัทนำเสนอ Narrow Models ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะเจาะจงสำหรับบริบททางไอที ซึ่งแก้ไขปัญหาได้ดีเยี่ยมโดยไม่ต้องพึ่งพาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่กินทรัพยากรสูง ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังให้บริการ Open-source LLM ของตัวเองที่รันบนดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทให้ใช้งานฟรี โดยไม่มีการคิดค่าบริการตามปริมาณการใช้งาน Token (Not token-based)
หรือหากองค์กรใดมีไลเซนส์ของระบบภายนอกอยู่แล้ว (เช่น OpenAI หรือ Anthropic) ก็สามารถนำ Key ของตนเอง (BYOK) มาเสียบเชื่อมต่อในแพลตฟอร์มได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้ทำงานภายใต้นโยบายไม่นำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ฝึกสอนโมเดล AI อย่างเด็ดขาด
ในอีกด้าน ManageEngine ได้ยกระดับความปลอดภัยเพื่อเพิ่มความเร็วในการตอบสนอง (Time to Respond) ด้วยการประกาศอัปเกรดครั้งใหญ่ในผลิตภัณฑ์ Log360 ซึ่งเป็นระบบ SIEM โดยรื้อสถาปัตยกรรมใหม่ทั้งหมดให้กลายเป็น Unified Security Platform ของแท้ที่ไม่ได้เป็นแค่การนำหน้าจอแดชบอร์ดมารวมกัน แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลทั้งจากจุดปลายทาง (Endpoint), การจัดการตัวตน (Identity) และเครือข่าย (Network) ให้อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Data Layer) เดียวกันอย่างสมบูรณ์ มาพร้อมกับการฝังความสามารถแบบ Native SOAR และ AI Playbook มากกว่า 60 รูปแบบเข้ามาในตัว
"หากระบบตรวจพบว่าอุปกรณ์มีการติดไวรัส หรือบัญชีผู้ใช้ถูกเจาะระบบ แพลตฟอร์มสามารถสั่งแยก (Isolate) อุปกรณ์ออกจากเครือข่าย หรือระงับสิทธิ์การใช้งานผ่านแพลตฟอร์มการจัดการตัวตนได้ทันทีจากจุดเดียว" อารุนย้ำ โดยยืนยันว่าฟีเจอร์นี้ช่วยให้องค์กรประหยัดงบประมาณและเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือหรือ API จากผู้ให้บริการหลายรายให้วุ่นวาย
***รุกหนักตลาดไทย โปรเจกต์ปั้นเด็กรุ่นใหม่
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดเป้าหมายอย่างประเทศไทย ManageEngine ยืนยันแผนการเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในกรุงเทพมหานครในอนาคตอย่างแน่นอน พร้อมเดินหน้าทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศ เพื่อขยายการรองรับฐานลูกค้าที่เติบโตขึ้น
อีกหนึ่งแคมเปญที่ตอกย้ำความตั้งใจในการเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยคือโครงการ Learn IT with ManageEngine หรือ Learn IT with ME ซึ่งเป็นการร่วมมือกับภาคการศึกษา เริ่มต้นคิกออฟที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นแห่งแรก โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างทางทักษะ โดยพานักศึกษาไปสัมผัสกับความท้าทายและการบริหารจัดการไอทีในโลกธุรกิจของจริง
และเพื่อรองรับการเติบโตระดับภูมิภาค ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎหมาย Data Sovereignty ในพื้นที่ ManageEngine เตรียมประกาศเปิดตัว Data Center แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ประเทศสิงคโปร์ภายในปีนี้.


