xs
xsm
sm
md
lg

Palo Alto Networks ชี้หมดยุคซีเคียวริตี้แบบเก่า ชู AI สู้ AI รับมือแฮกเกอร์โจมตีใน 15 นาที

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดวิชั่น "มีรา ราจาเวล" (Meerah Rajavel) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสารสนเทศหรือ CIO ของบริษัท พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks) เผยเทรนด์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 3 อันดับแรกในช่วงครึ่งปีหลัง ชี้เป้าโซลูชันด้านความปลอดภัยที่ล้าสมัยและองค์กรควรเลิกใช้งาน คือระบบแบบดั้งเดิมที่กันภัย Firewall สไตล์เก่า, ระบบด้าน Identity ยุคก่อน หรือศูนย์ SOC ที่ทำหน้าที่แค่เก็บข้อมูลแล้วรอให้มนุษย์นำไปวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ

สำหรับนโยบาย "Cloud First" ของประเทศไทย Meerah แนะองค์กรไทยอย่าประเมินความปลอดภัยบนคลาวด์ต่ำเกินไป ระบุการย้ายข้อมูลขึ้นคลาวด์ไม่ได้หมายความว่าผู้ให้บริการจะดูแลความปลอดภัยให้ทั้งหมด และนโยบาย Cloud First ควรมาคู่กับ "Cloud First Control" เพื่อบริหารจัดการช่องโหว่และดูแลความปลอดภัยแบบเรียลไทม์

***ผ่า 3 เทรนด์ภัยไซเบอร์ครึ่งปีหลัง

CIO สาวแห่ง Palo Alto Networks กล่าวให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมงาน Ignite on Tour กรุงเทพฯ ว่าเทรนด์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 3 อันดับแรกในช่วงครึ่งปีหลังคือโมเดล AI จะพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้องค์กรต้องโฟกัสว่าจะนำโมเดลเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้นได้อย่างไร นอกจากนี้การเข้าถึง AI อย่างเสรี (Democratization of AI) ยังทำให้ใครก็สามารถสร้างซอฟต์แวร์ได้ง่ายขึ้น แม้แต่เด็กอายุ 17 ปีที่ไม่มีความรู้ด้านไอทีก็สามารถทำได้ ทั้งหมดนี้ทำให้ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นศูนย์กลางของทุกธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ และอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม

"เมื่อโมเดล AI ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง องค์กรไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตามโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ควรหาพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัยที่ให้บริการประเมินความเสี่ยง (Assessment Service) เช่น หน่วยงาน Unit 42 ที่คอยทดสอบและหาช่องโหว่ของโมเดลใหม่ๆ (เช่น GPT-5.5) เพื่อให้องค์กรสามารถนำบริการเหล่านี้ไปใช้และมุ่งเน้นที่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ มากกว่าที่จะต้องมานั่งศึกษาวิธีใช้โมเดลด้วยตัวเอง"

 มีรา ราจาเวล (Meerah Rajavel) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสารสนเทศหรือ CIO ของบริษัท พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks)
Meerah อธิบายว่าในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงานได้ถึง 40% และช่วยให้วิศวกรซอฟต์แวร์เขียนโค้ดได้เร็วขึ้น 2 เท่า แต่ในอีกมุมหนึ่ง AI ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมที่แฮกเกอร์นำมาใช้เป็นอาวุธร้ายแรงในการโจมตีทางไซเบอร์ ท่ามกลางสมรภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ Meerah ย้ำว่าภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันทวีความรุนแรงและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยข้อมูลจาก Unit 42 ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านความปลอดภัยของ Palo Alto Networks ระบุว่าความเร็วในการโจมตีของแฮกเกอร์เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จากที่เคยใช้เวลา 4 ชั่วโมง ปัจจุบันใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง 20 นาที

ที่น่าตกใจคือ เมื่อมีช่องโหว่ (Zero-day vulnerability) ถูกประกาศออกมา แฮกเกอร์สามารถใช้ AI ในการสร้างอาวุธ (Weaponize) เพื่อเริ่มโจมตีได้ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังใช้ AI สแกนหาช่องโหว่ในระบบ Supply Chain และ Open Source เก่าๆ ที่ถูกใช้งานมานาน เช่น กรณีของ XZ Utils หรือ BSD ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่มนุษย์จะตามไปอัปเดตแพตช์รักษาความปลอดภัยได้ทัน เมื่อความเร็วของแฮกเกอร์อยู่ในระดับเรียลไทม์ การพึ่งพากระบวนการแบบเดิมที่มนุษย์ต้องใช้เวลา 4-7 วันในการจัดการการแจ้งเตือน (Alerts) จึงไม่ใช่ทางรอดอีกต่อไป

***หมดยุคระบบเก่า ก้าวสู่สมรภูมิ “ใช้ AI สู้กับ AI”

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดด้านความปลอดภัยจึงต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการใช้ AI สู้กับ AI โดยผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต้องทิ้งระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิม (Traditional Security) ไม่ว่าจะเป็น Firewall หรือศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัย (SOC) ที่ยังพึ่งพามนุษย์ในการวิเคราะห์ข้อมูล และหันมาใช้ระบบที่เป็นแบบ Agentic หรือมีความฉลาดพอที่จะคิดและลงมือจัดการปัญหาได้แบบอัตโนมัติ

ปัจจุบัน Palo Alto Networks ต้องรับมือกับข้อมูลมหาศาลถึง 9.6 Petabyte และประมวลผลเหตุการณ์กว่า 5 แสนล้านรายการต่อวัน โดยสามารถบล็อกการโจมตีได้ถึง 3 หมื่นล้านครั้งต่อวัน ให้กับลูกค้ากว่า 70,000 องค์กรทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะมีความสามารถในการป้องกันแบบเรียลไทม์ แต่บทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนไปสู่การเป็น "ผู้ควบคุมในลูป" (Human in the loop) มนุษย์จะไม่ต้องมานั่งทำงานพื้นฐาน แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย (Approver) ในกรณีที่ความผิดพลาดจาก AI อาจส่งผลกระทบระดับสูงต่อธุรกิจ

CIO ของบริษัท พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ร่วมงาน Ignite on Tour กรุงเทพฯ
ในอีกด้าน ปัญหาใหญ่ของหลายองค์กรในปัจจุบัน รวมถึงสถาบันการเงินในประเทศไทย คือการมีเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่กระจัดกระจาย โดยเฉลี่ยแล้วองค์กรหนึ่งแห่งมีการใช้งานโซลูชันด้านความปลอดภัยมากถึง 83 โซลูชัน จาก 29 ผู้ให้บริการ ซึ่งการมีระบบที่ซับซ้อนทำให้เกิดจุดบอด ที่แฮกเกอร์สามารถเจาะเข้ามาได้

"แนวทางแก้ปัญหาคือองค์กรต้องเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มแบบบูรณาการ Unified Platform ที่รวบรวมทุกอย่างไว้ในหน้าจอเดียว โดยดำเนินตาม 3 ขั้นตอนหลักคือ ค้นหาและมองเห็น (Visibility) อุปกรณ์ เครื่องมือ และทราฟฟิกของ AI ทั้งหมดในระบบแบบเรียลไทม์ ต่อมาคือประเมินความเสี่ยงและทำความเข้าใจภาพรวมของระบบ ขั้นที่ 3 คือป้องกันในเชิงรุก (Proactive) ผ่านสถาปัตยกรรม Zero Trust ที่ไม่ไว้ใจใครเลยและตรวจสอบทุกการเข้าถึง พร้อมทั้งนำนโยบายและกระบวนการมาจัดทำให้อยู่ในรูปแบบอัตโนมัติ ที่สอดคล้องกับความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม"

***เตือน Cloud First ไทยต้องแม่น


สำหรับประเทศไทยที่มีนโยบายก้าวสู่การเป็น Cloud First Nation หญิงแกร่ง Meerah Rajavel ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจว่า องค์กรภาครัฐและเอกชนไทยไม่ควรประเมินความปลอดภัยบนคลาวด์ต่ำเกินไป

"การย้ายข้อมูลขึ้นไปบนผู้ให้บริการคลาวด์ ไม่ได้แปลว่าผู้ให้บริการจะรับผิดชอบความปลอดภัยทั้งหมด แต่จะเหมือนกับการย้ายเข้าไปอยู่ในชุมชนที่มีคนเป็นล้านคน เราจะไว้ใจทุกคนในนั้นได้อย่างไร แม้จะมีผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยส่วนกลาง แต่ความปลอดภัยของหน้าบ้านก็ยังเป็นหน้าที่ของผู้อยู่อาศัยที่ต้องดูแลเอง ที่สำคัญในปัจจุบันใครๆ ก็สามารถเข้าถึง AI ได้ ไม่จำกัดแค่คนไอที ทำให้เกิดความซับซ้อนของแอปพลิเคชันบนคลาวด์ ดังนั้น การทำ Cloud First จะต้องมาพร้อมกับ Cloud First Control ที่มีการจัดการความปลอดภัยบนจุดเชื่อมต่อและคลาวด์แบบเรียลไทม์ เพราะ AI นั้นเคลื่อนตัวเร็วกว่าคลาวด์เสียอีก"

Meerah ทิ้งท้ายว่าไม่ว่าธุรกิจของใครจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของทุกธุรกิจ เพราะต่อให้องค์กรจะปฏิเสธการใช้ AI แต่แฮกเกอร์ไม่ได้ปฏิเสธ และพร้อมจะใช้ AI โจมตีเสมอ ถึงเวลาแล้วที่องค์กรไทยต้องก้าวให้ทัน ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน.