STT GDC เผยรายงานองค์กรไทยตื่นตัวรับกระแสเทคโนโลยี แต่กว่า 78% อยู่ในระดับ ‘สร้างรากฐาน’ (Builder) ไม่สามารถก้าวไปสู่การใช้งานจริงเชิงธุรกิจ เหตุเพราะเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ-ความยากในการวัด ROI-และขาดแคลนบุคลากร ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ไทยยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
บุศริน ประดิษฐ์ยนต์ Head Country ของบริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ผลการสำรวจความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จากองค์กรและผู้นำดิจิทัลในประเทศไทยจำนวน 60 ราย ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น การเงินการธนาคาร บริการไอที สาธารณสุข ค้าปลีก และการบริการ โดยวัดผลจาก 5 มิติสำคัญ ได้แก่ กลยุทธ์, ความพร้อมขององค์กร, ระเบียบข้อบังคับ, โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนเพื่ออนาคต
จากการประเมินและจัดระดับความพร้อมด้าน AI ออกเป็น 4 ระดับ พบสถิติที่น่าสนใจ
ระดับ 1 Explorer (ระดับสำรวจ): อยู่ในขั้นทดลอง (POC) มีสัดส่วน 14%
ระดับ 2 Builder (ระดับสร้างรากฐาน): เริ่มนำ AI มาใช้ในบางฟังก์ชัน มีสัดส่วนสูงถึง 78% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียซึ่งอยู่ที่ 71%
ระดับ 3 Integrator (ระดับบูรณาการ): นำ AI มาเชื่อมต่อระบบระหว่างแผนกขับเคลื่อนธุรกิจ มีเพียง 8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียซึ่งอยู่ที่ 17%
ระดับ 4 Leader (ระดับผู้นำ): นำ AI เป็นหัวใจหลักและคำนึงถึงความยั่งยืน ผลสำรวจพบ 0% ขณะที่เอเชียมี 1%
"ผลสำรวจนี้สะท้อนชัดเจนว่า แม้องค์กรไทยจะก้าวข้ามขั้นทดลองมาสู่การเป็น 'ผู้สร้าง' ได้เป็นจำนวนมาก แต่กลับเจอกับดักทำให้ข้ามไปสู่ขั้นบูรณาการ ได้เพียงเล็กน้อย และยังไม่มีองค์กรใดก้าวไปถึงระดับผู้นำได้เลยในปัจจุบัน"
3 อุปสรรคใหญ่ ‘การเงิน-บุคลากร-อินฟราฯ’ เผย ESG ยังเป็นภัยเงียบ
รายงานฉบับนี้ ยังชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคสำคัญที่ฉดรั้งองค์กรไทย แรงกดดันทางการเงินและความไม่แน่นอนของ ROI องค์กรไทยถึง 57% มองว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณและความยากในการคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน เป็นอุปสรรคอันดับแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากพฤติกรรมที่องค์กรกว่า 76% จัดสรรงบไอทีเพื่อพัฒนา AI เพียง 5% หรือน้อยกว่านั้น
ขณะเดียวกันยังเผชิญวิกฤตขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากมีองค์กรไทยเพียง 12% เท่านั้นที่มีพนักงานที่มีทักษะความเข้าใจด้าน AI เพียงพอ และมีถึง 38% ที่ยอมรับว่าขาดผู้เชี่ยวชาญภายในในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน
อีกปัจจัยคือความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน โดยองค์กรมากกว่าครึ่งระบุว่าขีดความสามารถในการประมวลผล พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่ายแบนด์วิดท์ต่ำหน่วงสูง เป็นคอขวดในการขยายระบบ
นอกจากนี้ยังพบ ความท้าทาย ด้านการดำเนินงานระยะยาว โดยองค์กรไทยถึง 50% ลงทุนในฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงอย่าง GPU แต่มีเพียง 15% เท่านั้นที่เริ่มศึกษาเทคโนโลยีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ถึง 78% ยังมองว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เป็นเรื่องรอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานมหาศาลของ AI ในอนาคต
แนะ 4 แนวทางมุ่งสร้าง 'Partnership' ลดต้นทุน
เพื่อช่วยให้องค์กรไทยสามารถขับเคลื่อนผ่านกับดัก AI ไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืน STT GDC ได้เสนอสูตรสำเร็จ 4 แนวทางหลัก ได้แก่:
1.การสร้างพันธมิตร เลือกใช้วิธี Outsource หรือร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านดาต้าเซ็นเตอร์แทนการลงทุนสร้างระบบเองทั้งหมด เพื่อลดเวลาและต้นทุน
2.การเลือกสถาปัตยกรรมระบบ วางโครงสร้างสถาปัตยกรรมไอที (Centralized / Distributed) ให้สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจ
3.คำนึงถึงความยั่งยืน มีแผนงานด้าน ESG และการใช้พลังงานสะอาดรองรับ AI ที่กินพลังงานสูง
4.ปรับเปลี่ยนมิติการวัดผล (KPI) เปลี่ยนจากการมองผลกำไรระยะสั้น ไปสู่วัดผลเชิงคุณภาพ เช่น ประสิทธิภาพการดำเนินงานภายใน และประสบการณ์ของลูกค้า
ทั้งนี้ ในส่วนของแผนการขยายธุรกิจในประเทศไทย ปัจจุบัน STT GDC มีศูนย์ข้อมูลไอทีขนาดใหญ่ 3 แห่ง โดยตั้งอยู่ในย่านหัวหมาก 2 แห่ง ได้แก่ STT Bangkok 1 เปิดให้บริการแล้ว กำลังไฟ 20 เมกะวัตต์ และ STT Bangkok 2 อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปี 2569 กำลังไฟ 24 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ทำเลแบงค็อกแคมปัสมีกำลังไฟรวมสูงถึง 44 เมกะวัตต์ มุ่งรองรับกลุ่มลูกค้าไฮเปอร์สเกล และเอ็นเตอร์ไพรส์ขนาดใหญ่
ขณะที่ STT Bangkok 3 ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองภายในโครงการ One Bangkok จะมุ่งเน้นรองรับกลุ่มลูกค้าองค์กร (Enterprise) และกลุ่มเน็ตเวิร์กที่ต้องการการเชื่อมต่อที่สะดวกและมีความหน่วงต่ำ โดยมีอัตราความต้องการใช้งานหรือยอดจองพื้นที่ล่วงหน้าเข้ามาแล้วประมาณ 30% ถึง 40%


