'8 องค์กรสื่อ' จี้ กสทช. เร่งคลอดโรดแมปทีวีหลังปี 2572 ลดสุญญากาศนโยบาย ปกป้องสิทธิประชาชน ดันอุตสาหกรรมสื่อไทยสู้แพลตฟอร์มข้ามชาติ ก่อนใบอนุญาตหมดอายุ
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 8 องค์กร ทำหนังสือถึง กสทช. ขอให้เร่งจัดทำและประกาศแผนแม่บทและแผนที่นำทาง กิจการโทรทัศน์และระบบสื่อสารมวลชนของประเทศภายหลังการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี 2572 โดยเห็นว่า ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความไม่ชัดเจนเชิงนโยบาย ซึ่งอาจกระทบต่อโครงสร้างสื่อสารมวลชน สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อไทยในระยะยาว
หนังสือดังกล่าวส่งถึงศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. พร้อมสำเนาถึงกรรมการ กสทช. ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการด้านกิจการกระจายเสียง, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการด้านกิจการโทรทัศน์, นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภลักษณ์ กรรมการด้านเศรษฐศาสตร์, พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการด้านกฎหมาย และรองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กรรมการด้านกิจการโทรคมนาคม
สาระสำคัญของหนังสือระบุว่า องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ร่วมลงนามมีความห่วงกังวลร่วมกันต่อความไม่ชัดเจนเชิงนโยบายเกี่ยวกับทิศทางของกิจการโทรทัศน์และระบบสื่อสารมวลชนของประเทศ หลังใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้หน้าที่และอำนาจของ กสทช. ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ทั้งนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์เท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างระบบสื่อสารมวลชนของประเทศ สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข่าวสารอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อไทยในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบสื่อของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มข้ามชาติ
หนังสือยังระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามสะท้อนข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ กสทช. อย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการนำเสนอความเห็นและการยื่นหนังสือทวงถามผลการพิจารณาหลายครั้ง เพื่อเร่งให้ กสทช. กำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมหลังปี 2572 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏกรอบนโยบาย แผนแม่บท หรือแผนที่นำทางที่ชัดเจนเพียงพอให้ทุกภาคส่วนใช้ประกอบการเตรียมความพร้อม การวางแผนลงทุน และการพัฒนาระบบสื่อสารของประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อยังชี้ว่า ความล่าช้าและความไม่ชัดเจนดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดภาวะความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ หรือ Regulatory Uncertainty ต่อระบบนิเวศสื่อสารมวลชนของประเทศ ซึ่งย่อมส่งผลต่อการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อไทยโดยตรง ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพเนื้อหาและบุคลากรวิชาชีพด้านข่าวสารและสื่อสารมวลชนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคธุรกิจสื่อเท่านั้น เพราะความไม่ชัดเจนเชิงนโยบายยังส่งผลต่อภาคการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านสื่อสารมวลชนของประเทศ เนื่องจากสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องวางแผนพัฒนาหลักสูตร องค์ความรู้ และทักษะของนักศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมสื่อในอนาคต หากโครงสร้างและทิศทางของกิจการโทรทัศน์และสื่อดิจิทัลหลังปี 2572 ยังไม่ชัดเจน ย่อมกระทบต่อการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย นวัตกรรมด้านสื่อสารมวลชน และความเชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่ต่อการเข้าสู่วิชาชีพสื่อและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย
ขณะเดียวกัน องค์กรวิชาชีพสื่อยังให้ความสำคัญกับประชาชนซึ่งยังคงพึ่งพาการเข้าถึงบริการฟรีทีวีและระบบสื่อสารสาธารณะในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัด รวมถึงประชาชนที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤตหรือภัยพิบัติ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการขาดความชัดเจนด้านนโยบาย ทั้งในมิติของคุณภาพ ความทั่วถึง และความต่อเนื่องของการให้บริการข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ดังนั้น หากไม่มีความชัดเจนเพียงพอ อาจทำให้ประชาชนจำนวนมากพลาดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลสำคัญอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อประเทศไทยและการดำรงชีวิตของประชาชน
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ร่วมลงนามจึงเห็นว่า การกำหนดทิศทางกิจการโทรทัศน์และระบบสื่อสารมวลชนของประเทศหลังปี 2572 ไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงธุรกิจของผู้ประกอบกิจการ แต่มีความสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ หรือ National Communication Infrastructure สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และความสามารถของประเทศไทยในการรักษาระบบสื่อแห่งชาติให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อจึงขอให้ กสทช. เร่งดำเนินการจัดทำและประกาศแผนแม่บทและแผนที่นำทางของกิจการโทรทัศน์และระบบสื่อสารมวลชนภายหลังปี 2572 โดยต้องมีกรอบระยะเวลาและแนวทางที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งโครงสร้างการอนุญาตประกอบกิจการ การให้บริการในทุกแพลตฟอร์ม การแข่งขันที่เป็นธรรม การคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงบริการสื่อสารสาธารณะ ตลอดจนแนวทางกำกับดูแลการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในอนาคต
อย่างไรก็ดี องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ร่วมลงนามยืนยันว่า เจตนารมณ์ของหนังสือฉบับนี้ไม่ได้มุ่งหมายกำหนดทิศทางให้ กสทช. ต้องดำเนินการในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หากแต่ต้องการเห็นความชัดเจนเชิงนโยบายภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมความพร้อมและร่วมกันพัฒนาระบบสื่อสารมวลชนของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว
สำหรับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ร่วมลงนาม ประกอบด้วย สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ประเทศไทย โดยนายสุภาพ คลี่ขจาย, สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี, สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยนายเขมทัตต์ พลเดช, สภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง ประเทศไทย โดยนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยนางสาว น.นรี เรืองหนู, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยนายพิระวัฒน์ โชติธรรมโม, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ โดยนายสุปัน รักเชื้อ และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยนายนันทสิทธิ์ นิตยเมธา


