การตรวจเยี่ยม บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ของ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สะท้อนโจทย์ใหญ่ของ NT ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังองค์กรรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมต้องยอมรับว่า สนามโทรศัพท์มือถือไม่ใช่พื้นที่ที่จะแข่งขันกับเอกชนรายใหญ่ได้ง่ายอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม NT ยังมีแต้มต่อจากโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร อาคาร สถานที่ โครงข่าย สินทรัพย์บนดิน ใต้ดิน และสำนักงานระดับจังหวัด-อำเภอใหญ่ทั่วประเทศ ดังนั้น ภารกิจสำคัญจึงไม่ใช่การฝืนสู้ในสนามเดิม แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น 'โครงสร้างพื้นฐานกลางของรัฐ' ให้หน่วยงานภาครัฐนึกถึงเป็นอันดับแรก ทั้งด้านโครงข่าย คลาวด์ ความมั่นคงไซเบอร์ เคเบิลใต้น้ำ สิทธิแห่งทาง และบริการดาวเทียมยุคใหม่
◉ ดัน 'NT' เป็นหลังบ้านรัฐ
น.ส.แนนระบุว่า NT ต้องขยับจากการขายบริการหน้าบ้าน ไปสู่การเป็นระบบหลังบ้านของประเทศ คล้ายกรณี Nokia ที่แม้หายจากตลาดมือถือ แต่ยังกลับมาเป็นผู้เล่นสำคัญด้านระบบโครงข่ายระดับโลกได้ ดังนั้น กระทรวงดีอีต้องการให้ NT เร่งทำบัญชีงานทั้งหมดว่า แต่ละบริการเกี่ยวข้องกับกระทรวง กรม หรือหน่วยงานใด เพื่อให้ประสานงานเชิงนโยบายแบบ Top-down ได้เร็วขึ้น
สำหรับ 6 กลุ่มบริการที่ NT เสนอและยังมีศักยภาพ ได้แก่ โครงการโครงข่ายสื่อสารความปลอดภัยสาธารณะ PSMN LTE/4G ระยะที่ 1 ซึ่งยังรอคลื่น 850 MHz จาก กสทช. หลัง NT ยื่นเรื่องตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.2569 โดยใช้งบลงทุนระยะที่ 1 จำนวน 1,894.27 ล้านบาท และงบทำการต่อปี 362.80 ล้านบาท
ถัดมา คือโครงการบำรุงรักษาระบบวิทยุติดต่อเรือเดินทะเลของกระทรวงคมนาคม ซึ่งปีงบประมาณ 2570 กระทรวงคมนาคมจะนำกลับไปดำเนินการเอง และจ้าง NT ทำงานต่อเนื่อง โดยโครงการนี้มีงบประมาณ 127.51 ล้านบาทต่อปี แต่ปีงบประมาณ 2569 NT ได้รับเพียง 77.40 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการคลาวด์ภาครัฐ หรือ GDCC, นโยบายสร้างสมดุลทราฟฟิกระหว่างประเทศ, การยกระดับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ และการบูรณาการโครงข่ายกับสิทธิแห่งทางของรัฐ หลังพบว่าหลายหน่วยงาน เช่น กฟผ., กฟภ., รฟท. และ NT ต่างถือใบอนุญาตประเภท 3 และสร้างโครงข่ายแยกกัน จนเกิดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพย์สินรัฐไม่คุ้มค่า
"การปรับโครงสร้าง NT ต้องไม่มองแค่ลดค่าใช้จ่าย แต่ต้องรักษาคนเก่ง ความต่อเนื่องของงาน และเร่งทำให้ประชาชนรู้ว่า NT ยังมีบริการบรอดแบนด์ที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดซึ่งยังเป็นตลาดใหญ่และพร้อมเปลี่ยนผู้ให้บริการทุกปี" น.ส.แนนกล่าว
◉ เคเบิลใต้น้ำคือความมั่นคง
ประเด็นที่ น.ส.แนนให้ความสำคัญมาก คือความเสี่ยงด้านโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เพราะปัจจุบันทราฟฟิกของไทยพึ่งพาเส้นทางภาคพื้นดินถึง 80% ขณะที่เคเบิลใต้น้ำมีเพียง 20% เนื่องจากทราฟฟิกภาคพื้นดินจำนวนมากพาดผ่านพื้นที่ชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน
แม้ไทยมีเคเบิลใต้น้ำประมาณ 7-8 เส้น แต่เส้นที่ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ 100% มีเพียง 2-3 เส้น ส่วนอีก 4-5 เส้นเก่าหรือมีข้อจำกัดด้าน Capacity จึงเป็นความเสี่ยงอีกชั้น โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางและทะเลแดงยังไม่แน่นอน
"การลงทุนเคเบิลใต้น้ำต้องใช้เงินระดับหลายพันล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับความมั่นคงไซเบอร์ เสถียรภาพเศรษฐกิจดิจิทัล และอธิปไตยข้อมูล ถือเป็นการลงทุนจำเป็น ไม่ใช่แค่เรื่องว่าอินเทอร์เน็ตจะใช้งานได้หรือไม่" น.ส.แนนกล่าว
อีกปัญหาคือจุดขึ้นบกของโครงข่ายระหว่างประเทศที่ต่างฝ่ายต่างดำเนินการแยกกัน โดยเฉพาะสงขลา 3 แห่ง และสตูล 4 แห่ง ซึ่งพื้นที่สตูลทั้งหมดเกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยาน ทำให้การกำกับดูแลซับซ้อนและเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ NT จึงขอให้ดีอีช่วยกำหนดจุดเชื่อมต่อ จุดขึ้นบก และการบริหารใบอนุญาตประเภท 3 ให้เหมาะสมขึ้น
◉ ทบทวนดาวเทียม 126 องศา
ด้าน พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ระบุว่า บริษัทเตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัท หรือบอร์ด NT ในวันที่ 25 พ.ค.2569 เพื่อพิจารณาทบทวนแผนยิงดาวเทียมดวงใหม่ในวงโคจร 126 องศาตะวันออก ซึ่ง NT ชนะการประมูลจากสำนักงาน กสทช. เมื่อปี 2566
แผนดังกล่าวมีแนวโน้มสูงที่จะยุติการลงทุนและคืนสิทธิวงโคจรให้ กสทช. แม้ต้องถูกริบเงินค้ำประกันประมาณ 100 ล้านบาท เนื่องจากการสร้างดาวเทียม GEO ดวงใหม่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 3,000 ล้านบาท และอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
เดิม NT เข้าประมูลวงโคจรดังกล่าวตามนโยบายของรัฐบาลและคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ เพื่อรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศ รองรับภารกิจด้านความมั่นคงและการสื่อสารภาครัฐ โดย NT ชนะวงโคจรชุดที่ 4 ตำแหน่ง 126 องศาตะวันออก ด้วยมูลค่าเพียง 9 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเพียง 2-3 ปี อุตสาหกรรมดาวเทียมโลกเปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะการเติบโตของดาวเทียม LEO ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกมจากดาวเทียม GEO ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงกว่า และอาจไม่ตอบโจทย์ดีมานด์ใหม่เท่าระบบ LEO
"NT เริ่มเปลี่ยนเกมจากการเป็นเจ้าของดาวเทียม ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดาวเทียม โดยจับมือพันธมิตรต่างประเทศแทนการลงทุนยิงดาวเทียมเอง เพื่อลดต้นทุน เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่เร็วขึ้น และยังรองรับภารกิจด้านความมั่นคงกับบริการภาครัฐได้ต่อเนื่อง" พ.อ.สรรพชัยย์กล่าว
◉ จับมือจีน-อังกฤษลุย LEO
ปัจจุบัน NT มีพันธมิตรด้านดาวเทียมแล้วอย่างน้อย 3 ดวง แบ่งเป็นพันธมิตรจากจีน 2 ราย และจากอังกฤษ 1 ราย เพื่อรองรับบริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้ง GEO และ LEO โดยหนึ่งในพันธมิตรสำคัญคือ Spacesail เครือข่ายดาวเทียม LEO จากจีน ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนากลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ เพื่อแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX
นอกจากนี้ NT ยังร่วมมือกับ China Satcom เพื่อนำดาวเทียม ChinaSat-26 เข้ามาให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงในไทย ครอบคลุมทั้งภาคพื้น เรือ และเครื่องบิน เพื่อเสริมระบบสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน โดยพันธมิตรจีนทั้ง 2 ดวงคาดว่าจะให้บริการได้ในไตรมาส 1/2570
"แม้ GEO ยังมีบทบาทในภารกิจด้านความมั่นคงและการสื่อสารเฉพาะทาง แต่ตลาดกำลังขยับไปสู่ LEO อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ NT ต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ทันการแข่งขันและพฤติกรรมผู้ใช้งานที่เปลี่ยนไป" พ.อ.สรรพชัยย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม NT ยังเผชิญแรงกดดันด้านการเงิน โดยคาดว่าปี 2569 จะขาดทุนประมาณ 5,891 ล้านบาท จากรายได้รวมราว 40,100 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจดาวเทียมอยู่เพียง 200-300 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายได้ธุรกิจโมบายล์ที่หายไป และภาระค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณก่อนกำหนด
แม้ NT จะชะลอแผนยิงดาวเทียมใหม่ แต่ไม่ได้ถอยจากธุรกิจอวกาศ หากเปลี่ยนวิธีเล่นไปสู่บริการ LEO และบริการเฉพาะทาง เช่น การเชื่อมต่อพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายฝั่งทะเล ระบบ IoT ด้านสิ่งแวดล้อมและป้องกันไฟป่า งานด้านความมั่นคง และ Data Sovereignty หรืออธิปไตยข้อมูล


