'จักรกฤษณ์' นั่งนายก สคท. ชูวาระ 3 ปี พลิกโฉมโทรคมไทยเป็นดิจิทัลอินฟรา ดันดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์-ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ปลดล็อกกติกา ปั้นคนเทคฯ รับเศรษฐกิจ AI
นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สคท.) เปิดเผยภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมว่า ในวาระ 3 ปีจากนี้ สมาคมจะเร่งยกระดับบทบาทอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย จากผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสาร ไปสู่การเป็น 'Digital Infrastructure Industry' ของประเทศ เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ สมาคมจะทำหน้าที่เป็นเวทีกลางของอุตสาหกรรม เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาคเอกชน ผู้ประกอบการโทรคมนาคม ผู้ผลิตอุปกรณ์ สตาร์ทอัพ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจะขับเคลื่อนภารกิจหลัก 6 ด้าน ได้แก่ การยกระดับโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การปฏิรูปกฎระเบียบให้ทันเทคโนโลยี การยกระดับไซเบอร์ซีเคียวริตี้และการคุ้มครองข้อมูล การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรม และการพัฒนาบุคลากรด้านโทรคมนาคม AI และอินเทอร์เน็ตออฟ ธิงส์ (IoT)
◉ ยกโทรคมสู่อินฟราดิจิทัล
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า ภารกิจแรกคือการยกระดับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยจากผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสาร ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เนื่องจากโทรคมนาคมในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงบริการเชื่อมต่อสัญญาณอีกต่อไป แต่กลายเป็นฐานสำคัญของบริการดิจิทัลทุกประเภท
โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมยุคใหม่จึงต้องครอบคลุมทั้งโครงข่ายสื่อสาร ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เคเบิลใต้น้ำ และโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจข้อมูลและ AI หากประเทศไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่เพียงพอ ปลอดภัย และตั้งอยู่บนระบบที่สร้างความเชื่อมั่นได้ ก็อาจเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลระยะยาว
"ไทยควรผลักดันให้ข้อมูลสำคัญถูกจัดเก็บในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) อุปกรณ์ IoT และระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน เพราะหากข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งไปจัดเก็บหรือประมวลผลในต่างประเทศทั้งหมด ย่อมเกิดความเสี่ยงทั้งด้านความมั่นคง ข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลของคนไทยในอนาคต" นายจักรกฤษณ์ กล่าว
◉ ปฏิรูปกติกาทันเทคโนโลยี
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า ภารกิจที่ 2 คือการผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีเดินหน้าไปไกลมาก แต่กฎหมาย กติกา และมาตรการบางส่วนของภาครัฐยังปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดต่อการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม และการรับมือกับปัญหาใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
สมาคมจะทำงานร่วมกับภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้กฎระเบียบทันสมัย ลดอุปสรรคต่อการลงทุน และสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการนำข้อมูล เทคโนโลยี และข้อเท็จจริงจากภาคอุตสาหกรรม ไปสนับสนุนการออกกติกาที่เหมาะสมกับสภาพธุรกิจจริง
ประเด็นสำคัญครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแล AI ให้มีกรอบชัดเจน การให้อำนาจผู้ให้บริการโทรคมนาคมระงับบริการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น เว็บพนัน สแกมเมอร์ หรือการใช้โครงข่ายเพื่อกระทำผิด ตลอดจนการลดภาระกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน เช่น การขออนุญาตติดตั้งสถานีฐาน การต่อใบอนุญาต และกระบวนการเอกสารที่ควรเปลี่ยนไปใช้ระบบข้อมูลและแผนที่โครงข่ายมากขึ้น
◉ ยกระดับไซเบอร์-ข้อมูล
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า ภารกิจที่ 3 คือการยกระดับมาตรฐานไซเบอร์ซีเคียวริตี้และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นดิจิทัลให้ประชาชนและภาคธุรกิจ เนื่องจากภัยคุกคามไซเบอร์ อาชญากรรมออนไลน์ และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
"สมาคมมองว่าไซเบอร์ซีเคียวริตี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคขององค์กรขนาดใหญ่ แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ เพราะทุกธุรกรรมออนไลน์ ทุกบริการดิจิทัล และทุกแพลตฟอร์มที่ประชาชนใช้งาน ล้วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลและความเชื่อมั่น หากระบบไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ความเสียหายจะกระทบทั้งประชาชน ธุรกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศ" นายจักรกฤษณ์ กล่าว
ที่ผ่านมา สมาคมเคยผลักดันระบบศูนย์แจ้งเตือนภัยไซเบอร์เฉพาะอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อเป็นกลไกกลางในการตรวจจับ แจ้งเตือน และแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคามระหว่างผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางที่อาจไม่มีศูนย์ความปลอดภัยไซเบอร์ของตนเอง อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและความต่อเนื่อง สมาคมจึงจะผลักดันให้เกิดการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง
◉ ลดช่องว่างยุค AI
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า ภารกิจที่ 4 คือการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และส่งเสริมความรู้เท่าทันดิจิทัลให้ประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศกำลังก้าวจากการใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปเข้าสู่ยุค AI
"แม้ปัจจุบันโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์ของไทยครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว แต่การมีสัญญาณหรือมีสมาร์ทโฟนไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมีทักษะดิจิทัลเพียงพอ เพราะโลกยุคใหม่ต้องการความเข้าใจที่ลึกขึ้น ทั้งการใช้ AI อย่างปลอดภัย การป้องกันการถูกหลอกออนไลน์ การตรวจสอบข้อมูลเท็จ การใช้บริการดิจิทัลภาครัฐ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ" นายจักรกฤษณ์ กล่าว
สมาคมจะใช้เครือข่ายสมาชิกและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในการผลักดันความรู้ดิจิทัลสู่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังมีข้อจำกัดด้านทักษะหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างช่องว่างใหม่ระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นกับคนที่ถูกเทคโนโลยีทิ้งไว้ข้างหลัง
◉ ผนึกโทรคมลดลงทุนซ้ำ
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า ภารกิจที่ 5 คือการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อลดการแข่งขันเชิงลบ และเปลี่ยนสมาคมให้เป็นพื้นที่กลางสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้ เสนอแนวทางร่วม และผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ
แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น การใช้สถานีฐานร่วม การจัดระเบียบสายสื่อสาร และใช้โครงข่ายร่วม เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน ลดต้นทุนของประเทศ และดึงการแข่งขันออกจากเกมตัดราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพบริการและประสิทธิภาพโครงข่ายมากขึ้น
ปัญหาสายสื่อสารเป็นประเด็นที่สมาคมทำต่อเนื่องมาหลายสมัย โดยปัจจุบันการจัดระเบียบสายมีต้นทุนประมาณกิโลเมตรละหลายแสนบาท ขณะที่การนำสายลงดินมีต้นทุนสูงกว่ามาก จึงต้องแยกให้ชัดว่าส่วนใดเป็นภารกิจของรัฐ ส่วนใดเป็นภาระของเอกชน และส่วนใดควรใช้โมเดลร่วมลงทุนหรือแชร์โครงสร้างพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน สมาคมเตรียมร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับ สำนักงาน กสทช. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และผู้ประกอบการ เพื่อจัดระเบียบสายสื่อสารในพื้นที่ภูมิภาค โดยใช้โมเดลใกล้เคียงกับการดำเนินงานร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง เพื่อให้การจัดระเบียบสายมีทิศทางเดียวกันมากขึ้น
◉ ปั้นคนรับ AI-IoT
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า ภารกิจที่ 6 ของสมาคมคือการพัฒนาบุคลากรด้านโทรคมนาคม AI และ IoT เนื่องจากอุตสาหกรรมไทยยังขาดทั้งแรงงานทักษะสูงและแรงงานเชิงเทคนิค โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ที่ยังต้องพึ่งพาความรู้จากต่างประเทศหรือการนำเข้าเทคโนโลยีเป็นหลัก
สมาคมจึงเตรียมร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ภาคการศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ผลิตอุปกรณ์ เพื่อพัฒนาหลักสูตร อบรมบุคลากร และเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ทั้งคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ AI IoT และโครงข่ายสื่อสารยุคใหม่ โดยต่อยอดจากแนวทางเดิมที่เคยจัดอบรมให้สมาชิกในต้นทุนต่ำหรือไม่มีค่าใช้จ่าย
"ปัญหาสำคัญของไทยคือบุคลากรที่ผลิตจากระบบการศึกษาอาจยังไม่ตรงกับความต้องการจริงของอุตสาหกรรม ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สมาคมจึงต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ เพื่อให้การพัฒนาคนเดินไปในทิศทางเดียวกับตลาดแรงงานและอุตสาหกรรมดิจิทัล" นายจักรกฤษณ์ กล่าว
นอกจากนี้ สมาคมเตรียมจัดงานใหญ่ด้าน AI และ IoT ร่วมกับเวนเดอร์และผู้ประกอบการ โดยมีผู้สนใจจากต่างประเทศกว่า 30 ประเทศ และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมราว 200–300 คน เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง IoT ในภูมิภาค โดยเฉพาะกล้องอัจฉริยะ ระบบสมาร์ทซิตี้ ระบบความปลอดภัย และอุปกรณ์เชื่อมต่อ ซึ่งจะช่วยดึงผู้ผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น
◉ ดันไวท์เปเปอร์เสนอรัฐ
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า เพื่อให้ข้อเสนอทั้งหมดไม่หยุดอยู่เพียงการหารือรายประเด็น สมาคมจะจัดทำไวท์เปเปอร์ด้านโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากผู้ประกอบการ สมาชิกสมาคม และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ก่อนนำเสนอต่อ สำนักงาน กสทช. รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไวท์เปเปอร์ดังกล่าวจะใช้เป็นกรอบเสนอเชิงนโยบายที่มีข้อมูลรองรับ ครอบคลุมประเด็นกฎระเบียบ คลื่นความถี่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ เคเบิลใต้น้ำ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ การจัดระเบียบสายสื่อสาร การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากร
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า สมาคมต้องการให้ไวท์เปเปอร์เป็นเครื่องมือกลางที่ช่วยให้ภาครัฐเห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมชัดขึ้น ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ช่องว่างของกฎหมาย และโอกาสใหม่ที่ประเทศควรเร่งคว้า โดยเฉพาะในช่วงที่โทรคมนาคมไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจโครงข่าย แต่เป็นฐานของเศรษฐกิจ AI เศรษฐกิจข้อมูล และบริการดิจิทัลทั้งหมด
"วันนี้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่ใช่แค่การเชื่อมต่ออีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย สมาคมจะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมผลักดันประเทศไปสู่อนาคตดิจิทัลที่มั่นคง ยั่งยืน และแข่งขันได้" นายจักรกฤษณ์ กล่าว


