MSI ประกาศเปิดตัวไลน์อัปเกมมิ่งโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ ในซีรีส์ Raider และ Crosshair ออกแบบใหม่ทั้งหมด ชูจุดเด่นด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra 200HX รุ่นล่าสุด และกราฟิกการ์ด NVIDIA GeForce RTX 50 Series พร้อมอัปเกรดไลน์อัปเรือธงจอ 18 นิ้วอย่าง Titan 18 HX
Derek Chen รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของ MSI โน้ตบุ๊ก กล่าวว่า ประสิทธิยังเป็นจุดเด่นที่ทำให้โน้ตบุ๊กเกมมิ่งของ MSI แตกต่างมาโดยตลอด และยังคงเป็นหัวใจสำคัญใน Raider และ Crosshair รุ่นใหม่ นอกจากขุมพลังซีพียูรุ่นใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นแล้ว MSI ยังปรับปรุงระบบจัดการเสียงพัดลมระบายความร้อนในทุกรุ่น เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่เงียบและสบายตาที่สุด แม้ตัวเครื่องจะทำงานหนักก็ตาม
MSI ได้แบ่งไลน์อัปการอัปเกรดครั้งใหญ่ออกเป็น 4 ซีรีส์หลัก ประกอบด้วย Raider 16 Series ใน Raider 16 Max และ Raider 16 รุ่นใหม่ สร้างสถิติเป็นโน้ตบุ๊ก 16 นิ้วที่ให้พลังประมวลผลรวม 300W (Intel Core Ultra 200HX + RTX 50 Series) จากการนำระบบระบายความร้อน Cooler Boost Trinity รุ่นใหม่ (Intra Flow) ที่ใช้พัดลมสูงสุด 3 ตัว ฮีตไปป์ 6 เส้น และช่องระบายอากาศ 5 ทิศทาง
MSI ยังได้ออกแบบเมนบอร์ดใหม่ให้กะทัดรัดขึ้น เพื่อขยายพื้นที่ให้พัดลมขนาดใหญ่ ส่งผลให้สามารถควบคุมเสียงรบกวนให้อยู่ต่ำกว่า 50 dBA พร้อมจอแสดงผลระดับไฮเอนด์ OLED 2.5K รีเฟรชเรท 240Hz (VESA DisplayHDR 1000 True Black) และยังคงเอกลักษณ์ด้วยระบบไฟ RGB รอบเครื่อง ทั้งโลโก้ แถบไฟด้านหน้า และคีย์บอร์ดที่ปรับแต่งได้อย่างอิสระ
ถัดในสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความโฉบเฉี่ยว Crosshair 16 รุ่นใหม่มาพร้อมตัวเครื่องที่บางเพียง 21.9 มม. บางลงจากรุ่นก่อนหน้า 14.3% จ่ายพลังงานรวมได้สูงสุด 200W เพิ่มขึ้น 17.6% ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ Intel 14th Gen Core i9 HX และกราฟิก NVIDIA RTX 50 Series
ตัวเครื่องระบายความร้อนด้วยระบบ Cooler Boost พัดลมคู่และฮีตไปป์ 5 เส้น แสดงผลผ่านจอ OLED 2.5K 165Hz นอกจากนี้ยังใส่ใจเรื่องประสบการณ์การใช้งานบนโต๊ะทำงาน ด้วยการย้ายพอร์ตขนาดใหญ่อย่าง HDMI และ RJ-45 LAN ไปไว้ด้านหลัง เพื่อการจัดระเบียบสายที่สะอาดตายิ่งขึ้น
ในกลุ่มไฮเอนด์หน้าจอ 18 นิ้ว MSI ยกระดับเรือธง Titan 18 HX ด้วยชิป Intel Core Ultra 200HX ที่อัดพลังงานเฉพาะ CPU ได้สูงสุดถึง 220W ถ่ายทอดกราฟิกเกม และงานครีเอทีฟผ่านสุดยอดหน้าจอ Mini LED 4K 240Hz ที่ให้ความสว่างสูงสุด 1,000 nits และคอนทราสต์เรโช 2,000,000:1 มอบภาพที่คมชัดและมีมิติสมจริงแบบไร้ที่ติ
ส่วนซีรีส์ขวัญใจมหาชนอย่าง Cyborg 15 ได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด โดยรุ่น Cyborg 15 Max สามารถทำค่า TGP ได้สูงสุด 100W ส่งผลให้พลังรวมระบบอยู่ที่ 130W เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนถึง 122% ประมวลผลผ่านชิป Intel Core 200H และ RTX 50 Series
นอกจากระบบระบายความร้อนที่ปรับปรุงใหม่แล้ว หน้าจอยังได้รับการอัปเกรดเป็น FHD 144Hz ที่ให้ขอบเขตสีตรงระดับ 100% sRGB ทั้งหมดนี้อยู่ในตัวเครื่องน้ำหนักเบาเพียง 2 กิโลกรัม และบาง 21 มม. พร้อมพอร์ต USB-C ที่รองรับ PD Charging 100W และการย้ายพอร์ตหลักไปด้านหลัง


