กูเกิล (Google) เปิดตัว Fitbit Air อย่างเป็นทางการในฐานะอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพและฟิตเนสแบบไร้หน้าจอ (screenless) รุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ Fitbit วางจุดยืนมุ่งตรงไปแข่งขันกับ Whoop ในเซกเมนต์ของสายรัดข้อมือที่เน้นการติดตามข้อมูลอัตโนมัติต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
แอนดี้ อับรามสัน (Andy Abramson) หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ Google Health กล่าวในการเปิดตัวว่า “เราต้องการสร้างอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้จริงตลอด 24/7 โดยไม่รบกวนชีวิตประจำวัน”
Fitbit Air ถูกออกแบบมาให้บางเบาเป็นพิเศษ มีน้ำหนักเพียงประมาณ 12 กรัม (รวมสาย) และหนาเพียง 8.3 มม. ทำให้สวมใส่สบายทั้งวันและคืน โดยไม่รู้สึกเกะกะเหมือน smartwatch แบบมีหน้าจอ ผู้ใช้สามารถเลือกสายได้หลายประเภท เช่น ผ้าถัก (woven), ซิลิโคน และ mesh metal ในสีสันอย่าง Obsidian, Lavender, Berry และ Fog
อุปกรณ์นี้ไม่มีหน้าจอหรือปุ่มกด แต่ใช้มอเตอร์สั่นสำหรับการแจ้งเตือนและฟีเจอร์ Smart Wake (ปลุกด้วยการสั่นเบาๆ) 4 เซ็นเซอร์หลักประกอบด้วย 1. Optical Heart Rate Monitor วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออปติคอล หรือเซ็นเซอร์วัดชีพจรด้วยแสง 2. SpO2 วัดระดับออกซิเจนในเลือดด้วยการใช้แสงสีแดงและอินฟราเรดส่องผ่านผิวหนัง วัดปริมาณออกซิเจนที่จับตัวกับฮีโมโกลบินในเลือด
3. Skin Temperature Sensor เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิผิวหนัง และ 4. 3-axis Accelerometer + Gyroscope เซ็นเซอร์วัดการเคลื่อนไหว 3 แกน ทั้งการเคลื่อนไหว ความเร่ง และทิศทาง เมื่อเดิน วิ่ง นอน ตกหกล้ม
เมื่อรวมพลังกัน 4 เซ็นเซอร์ ก็ทำให้ Fitbit Air สามารถตรวจจับการออกกำลังกายอัตโนมัติ นับก้าวเดิน วิเคราะห์การนอนหลับผ่านท่านอน ช่วงการนอนลึก และตรวจจับการล้ม (Fall Detection) ในบางฟีเจอร์
นอกจากสามารถตรวจจับการออกกำลังกายอัตโนมัติ และติดตามการนอนหลับแบบละเอียด (sleep stages) Fitbit Air ยังติดตามการฟื้นตัวของร่างกาย (recovery) รวมถึงอัตราการเต้นหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง และข้อมูลสุขภาพโดยรวม อายุการใช้งานแบตเตอรี่อยู่ที่สูงสุด 7 วัน รองรับการชาร์จเร็ว (ชาร์จ 5 นาทีได้แบต 1 วัน) และกันน้ำได้ลึก 50 เมตร (5 ATM)
ข้อมูลทั้งหมดจะซิงค์กับแอป Google Health (หรือ Fitbit app เวอร์ชันใหม่) ซึ่งรองรับทั้ง Android และ iOS สามารถใช้งานคู่กับ Pixel Watch ได้พร้อมกัน
***ราคาสบาย ชนแรงคู่แข่ง
ราคาเปิดตัว Fitbit Air อยู่ที่ 99.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,400-3,500 บาท) ซึ่งถูกกว่าการสมัคร Whoop ต่อปีอย่างมาก ไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกเพื่อใช้งานฟีเจอร์หลัก โดยผู้ใช้สามารถสมัครฟรีเพื่อรับบริการหลัก ซึ่งจะได้แถม Google Health Premium ฟรี 3 เดือน
Google Health Premium จะใช้ Gemini AI ในการให้คำแนะนำสุขภาพส่วนบุคคล เช่น coaching สำหรับการนอน การฟื้นฟูร่างกาย และการออกกำลังกาย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการพลิกกลยุทธ์ของ Google หลังจากที่ Fitbit ไม่ได้เปิดตัวฮาร์ดแวร์ใหม่มานานเกือบ 3 ปี (นับตั้งแต่ Charge 6) โดยหันมาเน้นอุปกรณ์ที่ “เบา เรียบง่าย และราคาเข้าถึงได้” เพื่อดึงดูดผู้ใช้ที่ไม่ต้องการ smartwatch เต็มรูปแบบ แต่ต้องการข้อมูลสุขภาพเชิงลึกแบบ Whoop
วันนี้ Fitbit Air เป็นกระแสแรงหลังจาก Steph Curry นักบาสเกตบอลชื่อดังได้สวมใส่ Fitbit Air ในที่สาธารณะมาก่อนการเปิดตัว ทำให้เกิดการพูดถึงในหมู่นักกีฬาและผู้ที่ใส่ใจสุขภาพระดับโปร
***เทรนด์แรง ไร้หน้าจอ
นักวิเคราะห์มองว่า Fitbit Air เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ “screenless wearable” ที่กำลังมาแรงในปี 2569 หลังจาก Whoop Polar และแบรนด์อื่นๆ เปิดตัวคู่แข่ง โดย Google ใช้จุดแข็งเรื่อง ecosystem ทั้งการมี Google Health, Gemini AI, Pixel Watch และเมื่อรวมกับราคาที่แข่งขันได้ Google ก็สามารถขยายฐานผู้ใช้ Fitbit Premium และ Google Health Premium ได้ด้วย
อุปกรณ์ Fitbit Air จะเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยเปิดพรีออร์เดอร์แล้ววันนี้ ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อพร้อมสายเสริมได้ที่ Google Store และร้านค้าพันธมิตร
ที่สุดแล้ว การเปิดตัว Fitbit Air ไม่ใช่แค่การแข่งขันกับ Whoop แต่ยังเป็นการยืนยันว่า Google ยังคงลงทุนในแบรนด์ Fitbit อย่างจริงจัง แม้จะผสานเข้ากับธุรกิจแบรนด์ Pixel มากขึ้น
นอกจากนี้ การผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์ราคาเอื้อมถึงกับ AI coaching อาจกลายเป็นจุดขายสำคัญในตลาด wearables ที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกแต่ไม่ต้องการหน้าจอเพิ่มเติมบนข้อมือ.


