'กสทช.' เร่งรักษาสิทธิวงโคจร 119.5E หลังไทยคม 9 ผลิตล่าช้า เสี่ยงส่งไม่ทัน ถกเดือดเหตุสุดวิสัย-บทลงโทษ ไทยคมใช้ดาวเทียมเกาหลีขัดตาทัพก่อน 'IPSTAR' ปิดฉาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือบอร์ด กสทช. มีมติเห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการยื่นคำร้องต่อสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU เพื่อขอขยายระยะเวลาการพักใช้ คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียมตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก ภายในวันที่ 8 มิ.ย.69 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิการใช้ย่านความถี่ดังกล่าว หลังการจัดส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลาเดิม
รศ.ดร.สมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ยื่นคำร้องต่อ ITU เพื่อขอพักใช้ความถี่ในวงโคจรดังกล่าวมาแล้วในช่วงปี 2566-2569 เพื่อรอการนำส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นทดแทนดาวเทียมเดิม อย่างไรก็ตาม แม้ความล่าช้าในการส่งดาวเทียมครั้งนี้อาจไม่กระทบต่อสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของไทยโดยตรง แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญต่อสิทธิการใช้ย่านความถี่ในตำแหน่งดังกล่าว หากไทยไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขและกรอบเวลาของ ITU อย่างเคร่งครัด
บอร์ด กสทช. จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเชิงป้องกันทันที โดยมอบหมายให้ สำนักงาน กสทช. จัดทำเอกสารชี้แจงและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการพักใช้คลื่นความถี่ หรือ Suspension ให้แล้วเสร็จก่อนการประชุม Radio Regulations Board ของ ITU ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 3 ก.ค.69 เพื่อรักษาสถานะสิทธิของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ
รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง บริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด หรือ STI บริษัทลูกของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อขอขยายระยะเวลาการนำส่งดาวเทียม ไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจรตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก หลังไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนดเดิม โดย STI ชี้แจงว่าสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการผลิตของบริษัท Astranis ผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างการผลิตดาวเทียมล็อตเดียวกันจำนวน 5 ดวง แต่เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในระบบเมนบอร์ดของดาวเทียมหนึ่งดวง ส่งผลให้ต้องตรวจสอบและสร้างระบบใหม่ทั้งหมด จนทำให้กระบวนการผลิตล่าช้าออกไปจากแผนเดิม
เดิมที ไทยคมวางแผนส่งดาวเทียมไทยคม 9 ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กและใช้ระยะเวลาสร้างสั้น ขึ้นทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 หรือ IPSTAR ที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานในช่วงปี 2568-2569 ตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้สำหรับผู้ได้รับสิทธิใช้วงโคจรชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก โดยเงื่อนไขดังกล่าวกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องนำส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 2566 พร้อมวางหลักประกันการดำเนินงานไว้ต่อ กสทช.
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการผลิตที่เกิดขึ้น STI ได้ขอเลื่อนกำหนดส่งดาวเทียมไทยคม 9 ออกไปเป็นวันที่ 30 ก.ย.70 โดยอ้างว่าเป็นกรณีเหตุสุดวิสัย ที่เกิดจากผู้ผลิตดาวเทียม ไม่ใช่ความล่าช้าที่เกิดจากการบริหารจัดการของผู้รับใบอนุญาตโดยตรง
แหล่งข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงอย่างหนักภายในบอร์ด กสทช. เนื่องจากกำหนดส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 เดิมอยู่ที่วันที่ 15 พ.ค.69 ขณะที่กรรมการบางส่วนยังมีความเห็นแตกต่างกันต่อการตีความคำว่า เหตุสุดวิสัย โดยกรรมการบางรายมองว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างผลิตดาวเทียม ซึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะถือเป็นเหตุให้ได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาเหตุสุดวิสัยตามแนวปฏิบัติของ ITU มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เป็นเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เป็นเหตุที่คาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติตามภารกิจได้ และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. พิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่า กรณีความล่าช้าของดาวเทียมไทยคม 9 เข้าข่ายตามองค์ประกอบดังกล่าว
แม้เช่นนั้น บอร์ด กสทช. ยังแสดงความกังวลต่อผลทางกฎหมายและผลกระทบเชิงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นตามมา จึงมีคำสั่งให้สำนักงาน กสทช. กลับไปทบทวนข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย ทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบและลดความเสี่ยงต่อการถูกโต้แย้งในภายหลัง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้สำนักงาน กสทช. พิจารณามาตรการรองรับเพิ่มเติม หากท้ายที่สุดมีการอนุญาตให้ STI ขยายระยะเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ออกไปถึงเดือนก.ย.70 แต่บริษัทไม่สามารถดำเนินการได้จริงตามกรอบเวลาดังกล่าว โดยต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงจะต้องริบหลักประกันการดำเนินงานที่มีมูลค่าราว 100 ล้านบาทหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้การขยายเวลาในครั้งนี้กลายเป็นช่องว่างเชิงกำกับดูแล
อีกประเด็นที่บอร์ด กสทช. ให้ความสำคัญ คือ แผนดูแลลูกค้าเดิมของไทยคมในช่วงรอยต่อ หากไม่สามารถส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรได้ทัน รวมถึงแนวทางจัดหาช่องสัญญาณรองรับภารกิจของภาครัฐที่จำเป็นต้องใช้งานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริการดาวเทียมบางส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิจสำคัญและไม่สามารถปล่อยให้เกิดภาวะสะดุดของบริการได้
ดังนั้น ที่ประชุมบอร์ด กสทช. จึงยังไม่มีมติอนุมัติหรือเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ออกไปถึงปี 2570 ในทันที แต่ให้สำนักงาน กสทช. กลับไปจัดทำรายละเอียดทางกฎหมายเพิ่มเติม พร้อมร่างเงื่อนไขประกอบการพิจารณาให้ครบถ้วน ก่อนนำกลับเข้าสู่ที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ค.69
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ กสทช. ยังรายงานต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันภาคเอกชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. ดำเนินการริบหลักประกัน โดยขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาจาก กสทช. ก่อนมีคำสั่งหรือแนวทางต่อไป
ขณะเดียวกัน ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ IPSTAR ซึ่งให้บริการมาเป็นเวลานาน กำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดภารกิจ และคาดว่าจะต้องออกจากวงโคจรภายในเดือน ก.ค.69 หลังใช้งานเกินอายุทางวิศวกรรมและเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงานมากขึ้น ทำให้การจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างดาวเทียมเดิมกับดาวเทียมใหม่กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของทั้งไทยคมและ กสทช.
ล่าสุด กสทช. ได้อนุมัติแผนสำรองให้ไทยคมเช่าใช้ช่องสัญญาณจากดาวเทียมสัญชาติเกาหลีใต้ หรือ KoreaSat เพื่อให้บริการลูกค้าในประเทศเป็นการชั่วคราว ระหว่างรอการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร โดยการเลือกใช้ดาวเทียมเกาหลีมีเหตุผลสำคัญจากตำแหน่งวงโคจรที่ใกล้เคียงกับไทยคม 4 เดิม ทำให้ลูกค้าสามารถย้ายการใช้งานได้ต่อเนื่อง และแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภาคพื้นดินมากนัก
อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวยังเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อประคองการให้บริการในช่วงรอยต่อเท่านั้น โดยเมื่อดาวเทียมไทยคม 9 พร้อมให้บริการ ลูกค้าทั้งหมดจะถูกทยอยย้ายกลับเข้าสู่เครือข่ายดาวเทียมของไทยคมตามแผนเดิมต่อไป ขณะที่ กสทช. ยังต้องเร่งปิดความเสี่ยงทั้งในมิติสิทธิวงโคจร สิทธิการใช้ย่านความถี่ เงื่อนไขใบอนุญาต หลักประกัน และความต่อเนื่องของบริการ เพื่อไม่ให้ความล่าช้าของดาวเทียมหนึ่งดวงลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ต่อทรัพยากรดาวเทียมของประเทศในระยะยาว


